เนื้อหาหลัก

 ไม่ไช่เฉพาะในประเทศไทย  ดูเหมือน…คนส่วนใหญ่ในโลก ยังเชื่อว่า “ ความพิการ ”  เป็นเรื่องของเวรกรรม ที่….ไม่คนพิการ ก็พ่อแม่ของคนพิการ หรือคนใกล้ชิดคนพิการได้ทำไว้ ในชาติก่อน หรือชาตินี้ ตามแต่จะหาคำอธิบายกันไปต่างๆนาๆ  ด้วยความเชื่อนี้  คน( ปกติ )ทั่วไป จึงมองคนพิการด้วยความรู้สึกเชิงลบ เวทนาสงสาร และเชื่อมาโดยตลอดว่าคนพิการไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างคนทั่วไป หรือ ไม่สามารถพึ่งตนเองได้

          ดังนั้น คนพิการส่วนใหญ่ ไม่ว่าเป็นคนหูหนวก  คนตาบอด   คนปัญญาอ่อน หรือ คนพิการทางร่างกาย ( แขน ขา )  เป็นต้น จึงมักไม่ถูกนับว่าเขาเป็น “ คนคนหนึ่ง ” ในครอบครัวหรือชุมชน คนพิการส่วนใหญ่ถูกกันออกจากสังคมทั่วไป  กล่าวคือ ถ้าไม่ถูกพ่อแม่หรือครอบครัวทอดทิ้ง ก็ถูกเลี้ยงดูอยู่แต่ในบ้าน ไม่มีโอกาสได้พบปะสังสรรค์กับคนอื่น ไม่มีโอกาสร่วมกิจกรรมใดๆ ของชุมชน ไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่ได้ทำงาน ไม่ได้เล่นกีฬา ไม่มีรายได้  ไม่มีอาชีพ และไม่สามารถเลี้ยงดูตนเองได้  ต้องดำรงชีวิตโดยการพึ่งพาคนอื่นอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

          คนทั่วไปจึงไม่ค่อยได้พบเห็นคนพิการ และไม่รู้จักคนพิการ  ภาพคนพิการที่คนทั่วไปพอจะได้เห็นเจนตามากที่สุด จึงเป็นคนขอทาน วนิพกที่เร่ร่อนร้องเพลง หรือเล่นดนตรีขอเศษเงิน และคนขายสลากกินแบ่ง ..ที่เรียกกันติดปากว่า “ ล็อตเตอรี่ ” หรือ “ หวย ”

          นั่นคือ ดูเหมือนว่า งานศิลปะของคนพิการซึ่งพอจะเป็นที่รู้จักกันบ้าง คือ การร้องเพลง หรือเล่นดนตรีของคนตาบอด……เสียงเพลง และดนตรีนำพ่อแม่ คนในครอบครัว และคนทั่วไปมาฟัง มาพบ มาพูดคุย มาเป็นเพื่อนกับคนตาบอด  นำคนตาบอดให้เป็นที่ชื่นชม เป็นที่ยอมรับของครอบครัว นำคนตาบอดให้ได้ออกนอกบ้าน เข้าสู่สังคม ไปพบปะพูดคุยติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ นำคนตาบอดให้สามารถหาเงินเลี้ยงชีพได้ และ คนตาบอดบางกลุ่ม บางคนได้ก้าวไปไกล ถึงกับใช้เงินจากการเล่นดนตรี หรือร้องเพลงเลี้ยงดูครอบครัว และทำประโยชน์ให้แก่สังคม

          คนตาบอดมักเรียนรู้การร้องเพลงได้ด้วยตนเองจากการฟังทางวิทยุ โทรทัศน์ เทป หรือสื่อต่างๆ ส่วนการเล่นดนตรีอาจเรียนจากคนทั่วไป หรือคนตาบอดในท้องถิ่นช่วยสืบทอดสอนกันเอง 

          นอกจากนั้น งานศิลปะที่นำวิถีชีวิตของคนตาบอดไปในเชิงสร้างสรรค์ คือ งานเย็บปักถักทอต่างๆ  งานจักสาน และงานนวดแผนโบราณ เป็นต้น

          นับได้ว่า คนตาบอด เป็นตัวอย่างของคนพิการ ที่คนทั่วไปเห็นได้ว่า “ศิลปะ ” มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนพิการในระดับต่างๆ นับตั้งแต่การนำศิลปะเข้ามาสู่ชีวิตเพื่อเป็นเพื่อนคลายความเหงา คลายความคับข้องใจในความแตกต่างจากคนอื่น ช่วยให้มีความสุขสนุกเพลิดเพลิน เป็นสื่อนำเชื่อมโยงเข้าสู่การมีส่วนร่วมในสังคมของคนทั่วไป และเป็นหนทางหารายได้ เป็นต้น 

          ต่อมา เมื่อคนพิการได้มีโอกาสออกไปนอกบ้าน และได้สัมผัสกับชุมชนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนพิการส่วนหนึ่งมีโอกาสได้รับการศึกษา คนพิการจึงได้เรียนรู้วิทยาการเกี่ยวกับศิลปะ ได้ตระหนักถึงความถนัด และศักยภาพของตนเองด้านศิลปะมากขึ้น  ซึ่งเป็นปัจจัยนำให้งานศิลปะของคนพิการแต่ละประเภทพัฒนาขึ้น  ทั้งด้วยตัวคนพิการเอง และการถ่ายทอดวิทยาการจากคนทั่วไป   อย่างไรก็ตามคนพิการแต่ละประเภทมักชื่นชม และมีความถนัดในศิลปะแต่ละแขนงแตกต่างกันตามความสามารถในการรับรู้ และศักยภาพของแต่ละคน

          คนหูหนวก ที่ทั้งไม่สามารถได้ยินเสียง และไม่สามารถใช้ภาษาพูดสื่อสารกับใครๆ ได้ จึงมักค้นพบว่าเขามีพรสวรรค์ในงานประดิษฐ์   ไม่ว่าเป็น งานไม้ งานปั้น งานเย็บเสื้อผ้า งานเย็บหนัง งานวาดภาพ เป็นต้น ผลงานของสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทยที่มีชื่อเสียง และจำหน่ายได้ดีทั้งใน และนอกประเทศ คือ งานไม้ ที่ประดิษฐ์เป็นของใช้ และของเล่นต่างๆ ซึ่งได้นำศิลปะการวาดภาพระบายสีผนวกเข้าไปในงานไม้ด้วย

          หลายคนรู้จักกับ “ ละครใบ้ ” ที่แสดงโดยคนปกติทั่วไป แต่ในหลายประเทศ คนหูหนวกสามารถหารายได้โดยการรวมกลุ่มกันจัดแสดงละครใบ้ในโรงละครเป็นประจำ สำหรับในประเทศไทย มีกลุ่มคนหูหนวกที่ได้เรียนศิลปะการเล่นละครจัดการแสดงให้คนทั่วไปชมอยู่เนืองๆ นอกจากนั้นคนหูหนวกยังสามารถแสดงการเต้นประกอบดนตรี หรือเต้นรำได้อย่างสวยงาม และคล่องแคล่วทั้งที่ไม่ได้ยินเสียงเพลง

            นั่นคือ “ ศิลปะ ” มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนหูหนวก เช่นเดียวกับคนตาบอด

          สำหรับคนพิการทางร่างกาย หรือแขน ขา ซึ่งแต่เดิมมีโอกาสสัมผัสสังคมน้อยมากเพราะข้อจำกัดที่เคลื่อนไหว และเดินทางด้วยความยากลำบาก ส่วนใหญ่ ไม่มีมือ หรือไม่มีแขน หรือไม่มีขา หรือมีแต่ไม่สมบูรณ์ และบางส่วนของร่างกายใช้งานไม่ได้ หลายคนเบือนหน้าหนีคนพิการทางร่างกายเพราะเห็นว่าเป็นภาพที่ไม่น่ามอง แต่ด้วยความมานะพยายาม     งาน “ ศิลปะ ”ของคนพิการทางร่างกายซึ่งสร้างสรรค์ด้วยส่วนของร่างกายที่เขามีเหลืออยู่ ทำให้คนทั่วไปต้องเหลียวมองด้วยความทึ่ง  พึงพอใจ และอุดหนุนซื้อไปใช้ หรือประดับประดา   ไม่ว่า จะเป็นงานศิลปะที่สร้างด้วยเท้า หรือ ปาก เช่น งานปัก งานจักสาน งานวาดภาพ งานดอกไม้ประดิษฐ์ ตลอดจนงานแสดงดนตรี  และร้องเพลง  เป็นต้น

          เมื่อกล่าวถึงคน “ ปัญญาอ่อน ” คนทั่วไปมักทึกทักว่า เขาคง “ ไม่มีปัญญาทำอะไร ” จริงอยู่ แม้เขาไม่สามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างได้เท่าเทียมกับคนทั่วไป แต่ในส่วนศักยภาพที่เขามี คนปัญญาอ่อนสามารถใช้การสร้างงานศิลปะพัฒนาวิถีชีวิตเขาได้ไม่ด้อยไปกว่าคนพิการประเภทอื่น โดยเฉพาะงานที่กำหนดรูปแบบไว้ชัดเจน คนปัญญาอ่อนสามารถทำได้อย่างประณีต และสวยงาม

บางคนอาจรู้สึกขัดเขินที่เห็นคณะแสดงตลกนำคนปัญญาอ่อนมาร่วมแสดงด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าเขาไม่ถูกใช้แสวงหาผลประโยชน์  ถูกเอาเปรียบ ถูกกดขี่  หรือถูกดูหมิ่นดูแคลน  ก็ต้องนับว่า เป็นการเปิดโอกาสให้คนปัญญาอ่อนใช้ศิลปะการแสดงสร้างปฏิสัมพันธ์ กับ คนทั่วไป และหารายได้อย่างสุจริต

ศิลปะของคนพิการ สามารถนำวิถีชีวิตของคนพิการให้ก้าวไกลอย่างที่บางคนอาจจะคาดไม่ถึง กล่าวคือ คนตาบอดที่มีโอกาสดีหลายคนประกอบอาชีพอย่างมั่นคง และร่ำรวยโดยการเล่นดนตรีในโรงแรม หรือสถานเริงรมย์ที่มีชื่อเสียง คนตาบอดบางคนได้ไปศึกษาต่อเรื่องดนตรีระดับปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา  คนหูหนวกหลายคนได้ร่วมเล่นละครกับ “ ภัทราวดีเธียร์เตอร์ ” ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง  และได้รับรางวัลจากการร่วมแข่งขันประกวดงานศิลปะด้านอาชีพของคนพิการระดับนานาชาติ เช่น วาดภาพโฆษณา และตัดเย็บเสื้อผ้า เป็นต้น

           จะเข้าใจอย่างไรก็ได้ ว่า… งานศิลปะของคนพิการ เกิดจากพรสวรรค์ที่ได้รับมาทดแทนความพิการหรือ เป็นทางเลือกของการดำรงชีวิตที่คนพิการไขว้คว้าได้  แต่ที่เห็นได้ชัด คือ งานศิลปะมีอิทธิผลต่อวิถีชีวิตคนพิการทุกประเภท ช่วยคนพิการให้สามารถหาความสุขเล็กๆน้อยให้ตนเอง และคนใกล้ชิด ช่วยคนพิการให้มีโอกาสใช้สติปัญญาเรียนรู้  ได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่  ได้ใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ได้สร้างผลงาน ได้นำเขาเข้าสู่ชุมชน  ได้ดึงดูดความสนใจ และการยอมรับจากคนทั่วไป ได้มีส่วนร่วมในสังคม ได้สร้างเสริมประสบการณ์ที่หลากหลาย มีรายได้  มีอาชีพ และได้สร้างประโยชน์ต่อสังคม 

คนทั่วไป ได้ตื่นตัว ตื่นเต้น และทึ่งกับความสามารถเล่นกีฬาประเภทต่างๆ ของคนพิการมาแล้วในการแข่งขันกีฬาคนพิการระดับนานาชาติที่เรียกว่า “เฟสปิกเกมส์ ”   ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเมื่อเดือนมกราคม2542  และมีข่าวเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนลักษณะต่างๆ    นับได้ว่ากระแสของ “เฟสปิกเกมส์ ”  แรงจนทำให้คนทั่วไปเกิดสนใจคนพิการ ติดตามดูการแข่งขันกีฬาของคนพิการ รู้จักคนพิการมากขึ้น และเจตคติที่ว่า “ คนพิการทำอะไรไม่ได้ ”  เริ่มแปรเปลี่ยนไปในทางที่สร้างสรรค์

          อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ประมาณการกันว่า คนพิการทั่วประเทศมีไม่น้อยกว่า  5 - 6 ล้านคน คนพิการที่ได้มีโอกาสแสดงผลงานด้านศิลปะของเขามีเพียงจำนวนน้อยนิด และคนทั่วไปที่เคยสัมผัส เคยเห็นผลงานศิลปะของคนพิการมีจำนวนน้อยมาก 

หากคนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ และคนที่เชี่ยวชาญเรื่องศิลปะ ได้ร่วมมือกันศึกษา ค้นคว้า สืบหาคนพิการที่มีผลงานด้านศิลปะจากภูมิปัญญาท้องถิ่นในทุกชุมชนทั่วทุกภาคของประเทศมาแสดงให้คนทั่วไปได้เห็น  นอกจากจะเป็นการช่วยเผยแพร่ ส่งเสริม และพัฒนางานศิลปะของคนพิการ เพื่อชีวิตของคนพิการ และวิทยาการแล้ว ยังก่อให้เกิดการเชื่อมโยง และสืบทอดงานศิลปะระหว่างคนพิการ กับคนทั่วไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นโอกาสให้คนทั่วไปได้เรียนรู้ ชื่นชมกับงานศิลปะอีกรูปแบบหนึ่ง และได้รู้จักคนพิการในเชิงสร้างสรรค์เท่านั้น  แต่ นั่นหมายถึง  การสร้างโอกาสสำคัญในการ ใช้ “ งานศิลปะ ”แปรเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนพิการ ให้ชีวิตใหม่แก่คนพิการ จากคนที่แทบจะไร้ค่า ไร้ความสามารถ ในความรู้สึกนึกคิดของครอบครัว และคนทั่วไป เป็นคนที่สามารถสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อชีวิต   เพื่อมวลชน และเพื่อเป็นงานอาชีพให้คนพิการสามารถดำเนินชีวิตได้โดยการพึ่งตนเองอย่างมีความสุข และศักดิ์ศรี

 

 

โดย พวงแก้ว   กิจธรรม

………………………………………………………………………………………………………

          ไม่ไช่เฉพาะในประเทศไทย  ดูเหมือน…คนส่วนใหญ่ในโลก ยังเชื่อว่า “ ความพิการ ”  เป็นเรื่องของเวรกรรม ที่….ไม่คนพิการ ก็พ่อแม่ของคนพิการ หรือคนใกล้ชิดคนพิการได้ทำไว้ ในชาติก่อน หรือชาตินี้ ตามแต่จะหาคำอธิบายกันไปต่างๆนาๆ  ด้วยความเชื่อนี้  คน( ปกติ )ทั่วไป จึงมองคนพิการด้วยความรู้สึกเชิงลบ เวทนาสงสาร และเชื่อมาโดยตลอดว่าคนพิการไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างคนทั่วไป หรือ ไม่สามารถพึ่งตนเองได้

          ดังนั้น คนพิการส่วนใหญ่ ไม่ว่าเป็นคนหูหนวก  คนตาบอด   คนปัญญาอ่อน หรือ คนพิการทางร่างกาย ( แขน ขา )  เป็นต้น จึงมักไม่ถูกนับว่าเขาเป็น “ คนคนหนึ่ง ” ในครอบครัวหรือชุมชน คนพิการส่วนใหญ่ถูกกันออกจากสังคมทั่วไป  กล่าวคือ ถ้าไม่ถูกพ่อแม่หรือครอบครัวทอดทิ้ง ก็ถูกเลี้ยงดูอยู่แต่ในบ้าน ไม่มีโอกาสได้พบปะสังสรรค์กับคนอื่น ไม่มีโอกาสร่วมกิจกรรมใดๆ ของชุมชน ไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่ได้ทำงาน ไม่ได้เล่นกีฬา ไม่มีรายได้  ไม่มีอาชีพ และไม่สามารถเลี้ยงดูตนเองได้  ต้องดำรงชีวิตโดยการพึ่งพาคนอื่นอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

          คนทั่วไปจึงไม่ค่อยได้พบเห็นคนพิการ และไม่รู้จักคนพิการ  ภาพคนพิการที่คนทั่วไปพอจะได้เห็นเจนตามากที่สุด จึงเป็นคนขอทาน วนิพกที่เร่ร่อนร้องเพลง หรือเล่นดนตรีขอเศษเงิน และคนขายสลากกินแบ่ง ..ที่เรียกกันติดปากว่า “ ล็อตเตอรี่ ” หรือ “ หวย ”

          นั่นคือ ดูเหมือนว่า งานศิลปะของคนพิการซึ่งพอจะเป็นที่รู้จักกันบ้าง คือ การร้องเพลง หรือเล่นดนตรีของคนตาบอด……เสียงเพลง และดนตรีนำพ่อแม่ คนในครอบครัว และคนทั่วไปมาฟัง มาพบ มาพูดคุย มาเป็นเพื่อนกับคนตาบอด  นำคนตาบอดให้เป็นที่ชื่นชม เป็นที่ยอมรับของครอบครัว นำคนตาบอดให้ได้ออกนอกบ้าน เข้าสู่สังคม ไปพบปะพูดคุยติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ นำคนตาบอดให้สามารถหาเงินเลี้ยงชีพได้ และ คนตาบอดบางกลุ่ม บางคนได้ก้าวไปไกล ถึงกับใช้เงินจากการเล่นดนตรี หรือร้องเพลงเลี้ยงดูครอบครัว และทำประโยชน์ให้แก่สังคม

          คนตาบอดมักเรียนรู้การร้องเพลงได้ด้วยตนเองจากการฟังทางวิทยุ โทรทัศน์ เทป หรือสื่อต่างๆ ส่วนการเล่นดนตรีอาจเรียนจากคนทั่วไป หรือคนตาบอดในท้องถิ่นช่วยสืบทอดสอนกันเอง 

          นอกจากนั้น งานศิลปะที่นำวิถีชีวิตของคนตาบอดไปในเชิงสร้างสรรค์ คือ งานเย็บปักถักทอต่างๆ  งานจักสาน และงานนวดแผนโบราณ เป็นต้น

          นับได้ว่า คนตาบอด เป็นตัวอย่างของคนพิการ ที่คนทั่วไปเห็นได้ว่า “ศิลปะ ” มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนพิการในระดับต่างๆ นับตั้งแต่การนำศิลปะเข้ามาสู่ชีวิตเพื่อเป็นเพื่อนคลายความเหงา คลายความคับข้องใจในความแตกต่างจากคนอื่น ช่วยให้มีความสุขสนุกเพลิดเพลิน เป็นสื่อนำเชื่อมโยงเข้าสู่การมีส่วนร่วมในสังคมของคนทั่วไป และเป็นหนทางหารายได้ เป็นต้น 

          ต่อมา เมื่อคนพิการได้มีโอกาสออกไปนอกบ้าน และได้สัมผัสกับชุมชนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนพิการส่วนหนึ่งมีโอกาสได้รับการศึกษา คนพิการจึงได้เรียนรู้วิทยาการเกี่ยวกับศิลปะ ได้ตระหนักถึงความถนัด และศักยภาพของตนเองด้านศิลปะมากขึ้น  ซึ่งเป็นปัจจัยนำให้งานศิลปะของคนพิการแต่ละประเภทพัฒนาขึ้น  ทั้งด้วยตัวคนพิการเอง และการถ่ายทอดวิทยาการจากคนทั่วไป   อย่างไรก็ตามคนพิการแต่ละประเภทมักชื่นชม และมีความถนัดในศิลปะแต่ละแขนงแตกต่างกันตามความสามารถในการรับรู้ และศักยภาพของแต่ละคน

          คนหูหนวก ที่ทั้งไม่สามารถได้ยินเสียง และไม่สามารถใช้ภาษาพูดสื่อสารกับใครๆ ได้ จึงมักค้นพบว่าเขามีพรสวรรค์ในงานประดิษฐ์   ไม่ว่าเป็น งานไม้ งานปั้น งานเย็บเสื้อผ้า งานเย็บหนัง งานวาดภาพ เป็นต้น ผลงานของสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทยที่มีชื่อเสียง และจำหน่ายได้ดีทั้งใน และนอกประเทศ คือ งานไม้ ที่ประดิษฐ์เป็นของใช้ และของเล่นต่างๆ ซึ่งได้นำศิลปะการวาดภาพระบายสีผนวกเข้าไปในงานไม้ด้วย

          หลายคนรู้จักกับ “ ละครใบ้ ” ที่แสดงโดยคนปกติทั่วไป แต่ในหลายประเทศ คนหูหนวกสามารถหารายได้โดยการรวมกลุ่มกันจัดแสดงละครใบ้ในโรงละครเป็นประจำ สำหรับในประเทศไทย มีกลุ่มคนหูหนวกที่ได้เรียนศิลปะการเล่นละครจัดการแสดงให้คนทั่วไปชมอยู่เนืองๆ นอกจากนั้นคนหูหนวกยังสามารถแสดงการเต้นประกอบดนตรี หรือเต้นรำได้อย่างสวยงาม และคล่องแคล่วทั้งที่ไม่ได้ยินเสียงเพลง

            นั่นคือ “ ศิลปะ ” มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนหูหนวก เช่นเดียวกับคนตาบอด

          สำหรับคนพิการทางร่างกาย หรือแขน ขา ซึ่งแต่เดิมมีโอกาสสัมผัสสังคมน้อยมากเพราะข้อจำกัดที่เคลื่อนไหว และเดินทางด้วยความยากลำบาก ส่วนใหญ่ ไม่มีมือ หรือไม่มีแขน หรือไม่มีขา หรือมีแต่ไม่สมบูรณ์ และบางส่วนของร่างกายใช้งานไม่ได้ หลายคนเบือนหน้าหนีคนพิการทางร่างกายเพราะเห็นว่าเป็นภาพที่ไม่น่ามอง แต่ด้วยความมานะพยายาม     งาน “ ศิลปะ ”ของคนพิการทางร่างกายซึ่งสร้างสรรค์ด้วยส่วนของร่างกายที่เขามีเหลืออยู่ ทำให้คนทั่วไปต้องเหลียวมองด้วยความทึ่ง  พึงพอใจ และอุดหนุนซื้อไปใช้ หรือประดับประดา   ไม่ว่า จะเป็นงานศิลปะที่สร้างด้วยเท้า หรือ ปาก เช่น งานปัก งานจักสาน งานวาดภาพ งานดอกไม้ประดิษฐ์ ตลอดจนงานแสดงดนตรี  และร้องเพลง  เป็นต้น

          เมื่อกล่าวถึงคน “ ปัญญาอ่อน ” คนทั่วไปมักทึกทักว่า เขาคง “ ไม่มีปัญญาทำอะไร ” จริงอยู่ แม้เขาไม่สามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างได้เท่าเทียมกับคนทั่วไป แต่ในส่วนศักยภาพที่เขามี คนปัญญาอ่อนสามารถใช้การสร้างงานศิลปะพัฒนาวิถีชีวิตเขาได้ไม่ด้อยไปกว่าคนพิการประเภทอื่น โดยเฉพาะงานที่กำหนดรูปแบบไว้ชัดเจน คนปัญญาอ่อนสามารถทำได้อย่างประณีต และสวยงาม

บางคนอาจรู้สึกขัดเขินที่เห็นคณะแสดงตลกนำคนปัญญาอ่อนมาร่วมแสดงด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าเขาไม่ถูกใช้แสวงหาผลประโยชน์  ถูกเอาเปรียบ ถูกกดขี่  หรือถูกดูหมิ่นดูแคลน  ก็ต้องนับว่า เป็นการเปิดโอกาสให้คนปัญญาอ่อนใช้ศิลปะการแสดงสร้างปฏิสัมพันธ์ กับ คนทั่วไป และหารายได้อย่างสุจริต

ศิลปะของคนพิการ สามารถนำวิถีชีวิตของคนพิการให้ก้าวไกลอย่างที่บางคนอาจจะคาดไม่ถึง กล่าวคือ คนตาบอดที่มีโอกาสดีหลายคนประกอบอาชีพอย่างมั่นคง และร่ำรวยโดยการเล่นดนตรีในโรงแรม หรือสถานเริงรมย์ที่มีชื่อเสียง คนตาบอดบางคนได้ไปศึกษาต่อเรื่องดนตรีระดับปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา  คนหูหนวกหลายคนได้ร่วมเล่นละครกับ “ ภัทราวดีเธียร์เตอร์ ” ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง  และได้รับรางวัลจากการร่วมแข่งขันประกวดงานศิลปะด้านอาชีพของคนพิการระดับนานาชาติ เช่น วาดภาพโฆษณา และตัดเย็บเสื้อผ้า เป็นต้น

           จะเข้าใจอย่างไรก็ได้ ว่า… งานศิลปะของคนพิการ เกิดจากพรสวรรค์ที่ได้รับมาทดแทนความพิการหรือ เป็นทางเลือกของการดำรงชีวิตที่คนพิการไขว้คว้าได้  แต่ที่เห็นได้ชัด คือ งานศิลปะมีอิทธิผลต่อวิถีชีวิตคนพิการทุกประเภท ช่วยคนพิการให้สามารถหาความสุขเล็กๆน้อยให้ตนเอง และคนใกล้ชิด ช่วยคนพิการให้มีโอกาสใช้สติปัญญาเรียนรู้  ได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่  ได้ใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ได้สร้างผลงาน ได้นำเขาเข้าสู่ชุมชน  ได้ดึงดูดความสนใจ และการยอมรับจากคนทั่วไป ได้มีส่วนร่วมในสังคม ได้สร้างเสริมประสบการณ์ที่หลากหลาย มีรายได้  มีอาชีพ และได้สร้างประโยชน์ต่อสังคม 

คนทั่วไป ได้ตื่นตัว ตื่นเต้น และทึ่งกับความสามารถเล่นกีฬาประเภทต่างๆ ของคนพิการมาแล้วในการแข่งขันกีฬาคนพิการระดับนานาชาติที่เรียกว่า “เฟสปิกเกมส์ ”   ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเมื่อเดือนมกราคม2542  และมีข่าวเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนลักษณะต่างๆ    นับได้ว่ากระแสของ “เฟสปิกเกมส์ ”  แรงจนทำให้คนทั่วไปเกิดสนใจคนพิการ ติดตามดูการแข่งขันกีฬาของคนพิการ รู้จักคนพิการมากขึ้น และเจตคติที่ว่า “ คนพิการทำอะไรไม่ได้ ”  เริ่มแปรเปลี่ยนไปในทางที่สร้างสรรค์

          อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ประมาณการกันว่า คนพิการทั่วประเทศมีไม่น้อยกว่า  5 - 6 ล้านคน คนพิการที่ได้มีโอกาสแสดงผลงานด้านศิลปะของเขามีเพียงจำนวนน้อยนิด และคนทั่วไปที่เคยสัมผัส เคยเห็นผลงานศิลปะของคนพิการมีจำนวนน้อยมาก 

หากคนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ และคนที่เชี่ยวชาญเรื่องศิลปะ ได้ร่วมมือกันศึกษา ค้นคว้า สืบหาคนพิการที่มีผลงานด้านศิลปะจากภูมิปัญญาท้องถิ่นในทุกชุมชนทั่วทุกภาคของประเทศมาแสดงให้คนทั่วไปได้เห็น  นอกจากจะเป็นการช่วยเผยแพร่ ส่งเสริม และพัฒนางานศิลปะของคนพิการ เพื่อชีวิตของคนพิการ และวิทยาการแล้ว ยังก่อให้เกิดการเชื่อมโยง และสืบทอดงานศิลปะระหว่างคนพิการ กับคนทั่วไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นโอกาสให้คนทั่วไปได้เรียนรู้ ชื่นชมกับงานศิลปะอีกรูปแบบหนึ่ง และได้รู้จักคนพิการในเชิงสร้างสรรค์เท่านั้น  แต่ นั่นหมายถึง  การสร้างโอกาสสำคัญในการ ใช้ “ งานศิลปะ ”แปรเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนพิการ ให้ชีวิตใหม่แก่คนพิการ จากคนที่แทบจะไร้ค่า ไร้ความสามารถ ในความรู้สึกนึกคิดของครอบครัว และคนทั่วไป เป็นคนที่สามารถสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อชีวิต   เพื่อมวลชน และเพื่อเป็นงานอาชีพให้คนพิการสามารถดำเนินชีวิตได้โดยการพึ่งตนเองอย่างมีความสุข และศักดิ์ศรี

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=53126

เครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการ (Network of Music and Arts of Persons with Disabilities-NMAD) เริ่มมีความเคลื่อนไหวเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2538 โดยการรวมตัวกันของศิลปินคนพิการที่เป็นตัวแทนของประเทศไทยที่เข้าร่วม "มหกรรมดนตรีคนพิการแห่งเอเชีย-แปซิฟิก" (Asia-Pacific Wataboshi Music Festival) หรือ "วาตาโบชิ" โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ และได้รวมตัวกันก่อตั้งเป็นเครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการ สำหรับคนพิการทุกประเภทอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2549 ซึ่งมีนายศักดิ์ศิลป์ สิงห์บุรมย์ ตัวแทนประเทศไทยในปี พ.ศ. 2540 เป็นหัวหน้าเครือข่ายในขณะนั้น
 
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานั้น เครือข่ายฯ ได้จัดกิจกรรมเพื่อขับเคลื่อนงานด้านดนตรีและศิลปะอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดงานเทศกาลดนตรีสีสันโลก พ.ศ. 2549 (World Colors Musiq Festival 2006) การจัดงานเทศกาลศิลปะดนตรีเปลี่ยนชีวิต พ.ศ. 2551 (Change Your Life by Music & Arts Festival 2008) โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในชุมชนด้วยศิลปะดนตรีโดยคนพิการ ในชุมชนหมู่บ้านอมรพันธ์ 9 เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2551 รวมทั้งยังเข้าร่วมงานแสดงด้านศิลปะและดนตรีทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย เช่น งานมหกรรมพลังเยาวชน พลังสังคม พ.ศ. 2552 งานมหกรรมดนตรีคนพิการแห่งเอเชีย-แปซิฟิก (วาตาโบชิ) ที่จัดในประเทศต่างๆ ในเอเชียและแปซิฟิก งาน Word Disabled's Cultures Festival 2009 ที่ประเทศเกาหลีใต้ (ตุลาคม 2552) งาน SPOTLIGHT Network Meeting ที่ประเทศกัมพูชา (ธันวาคม 2552) เป็นต้น
ในการทำงานทุกขั้นตอนนั้น เครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและการริเริ่มทำงานต่างๆ ของคนพิการ ทั้งในระดับการตัดสินใจและระดับปฏิบัติงาน เพื่อให้การขับเคลื่อนงานด้านศิลปะและดนตรีของคนพิการเป็นงานที่ขับเคลื่อนโดยคนพิการอย่างแท้จริง
 
เครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการ
546 ถนนลาดพร้าว ซอย 47 แขวงสะพานสอง เขตวังทองหลาง
Bangkok, Thailand 10310
ปิดจนถึง วันจันทร์ 9:00 - 17:00
โทรศัพท์ 02-539-9958, 02-539-9706, 02-539-2916 กด 25, 08-5337-9660
อีเมล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. , This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
เว็บไซต์ http://www.nmad2006.org