เนื้อหาหลัก

การเรียนรู้การนำทางอย่างถูกวิธี
เรียบเรียงโดย ยุพา   ดวงกันยา
http://www.ser01.com/page/wichakan_blind2.htm
 
 
การนำทางคนตาบอด    ถ้ามองดูอย่างผิวเผินจะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา และง่ายๆ เพราะสามารถทำได้โดยไม่ต้องฝึกฝน  หรือเรียนรู้อะไรแต่ถ้าจะให้ได้ผลสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์  ผู้นำทาง และผู้ตาบอดเองจะต้องเรียนรู้   และได้รับการฝึกฝนวิธีการต่างๆอย่างถูกต้องตามขั้นตอน และควรทราบถึงเหตุผลว่าทำไมต้องปฏิบัติอย่างนั้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวคนตาบอดเองจำเป็นจะต้องชี้แจงให้ผู้นำทาง   (ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ทราบและไม่มีประสบการณ์ในการนำทางคนตาบอด)   เข้าใจและช่วยนำทางคนตาบอดได้อย่างถูกต้อง ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระหรือรำคาญในการช่วยนำทาง    ส่วนคนตาบอดเองก็จะรู้สึกสบายใจ   ปลอดภัย   และมีความมั่นใจในการร่วมเดินทางกับผู้นำทางของตน 
  
วิธีการเดินทางของคนตาบอด 
โดยทั่วไปคนตาบอดมีวิธีการเดินทางไปในสถานที่ต่างๆที่ตนต้องการอยู่ 4 วิธี คือ 
 1. การเดินทางกับผู้นำทาง 
 2. การเดินทางโดยใช้ไม้เท้าขาว 
 3. การเดินทางกับสุนัขนำทาง 
 4. การเดินทางโดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ 
 
   ในที่นี้จะเน้นที่การเดินทางกับผู้นำทางอย่างละเอียด   เพราะเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ  สภาพสังคมและสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศไทยเรามากที่สุด ส่วนการเดินทางกับสุนัขนำทางและการเดินทางโดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์จะยังไม่กล่าวถึง  เพราะยังไม่เหมาะสมและไม่พร้อมสำหรับบ้านเราขณะนี้
 
 การนำทางกับผู้นำทาง    
ความหมายการเดินทางกับผู้นำทาง    หมายถึง การที่คนสายตาปกติช่วยนำทางคนตาบอด  ไปยังสถานที่ต่างๆ ตามความต้องการการเดินทางกับผู้นำทางเป็นวิธีการเดินทางที่สะดวกรวดเร็ว   และปลอดภัยมากที่สุดแต่คนตาบอดจะต้องได้รับการฝึกฝนอย่างถูกขั้นตอนตามลำดับ
 
 จุดมุ่งหมาย
 
    1. เพื่อให้คนตาบอดเข้าใจความหมายของการเดินทางกับผู้นำทาง
    2. เพื่อให้ผู้นำทางและคนตาบอดรู้วิธีเดินทางไปด้วยกันอย่างถูกต้องสะดวกรวดเร็วและปลอดภัย 
    3. เพื่อให้ผู้นำทางและคนตาบอดร่วมเดินทางไปด้วยกันอย่างมีความสุขผู้นำทางไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ    หรือรำคาญที่จะต้องช่วยนำทางและคนตาบอดเองก็ไม่รู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายใจ
    4. คนตาบอดสามารถแนะนำเทคนิคการเดินทางให้ผู้นำทางที่ไม่มีประสบการณ์ได
 
 วิธีการ
    เมื่อผู้นำทางจะนำทางคนตาบอดให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆดังนี้ 
    1. การให้สัญญาณการช่วยเหลือผู้นำทางใช้หลังมือขวาหรือซ้ายแตะหลังมือหรือแขนซ้าย  หรือขวาของคนตาบอด ทั้งนี้เพื่อเป็นสัญญาณการบอกให้เตรียมตัวและทราบตำแหน่งของผู้นำทาง
    2. ลักษณะและตำแหน่งของการจับแขน คนตาบอดจะเลื่อนมือซ้ายและขวาไปตามแขน   ขวาหรือแขนซ้ายของผู้นำทาง  เพื่อจับบริเวณเหนือข้อศอก   โดยให้หัวแม่มืออยู่ด้านนอก ส่วนอีก 4 นิ้วอยู่ด้านใน    ลักษณะการจับต้องไม่แน่นจนเกินไปเพราะจะทำให้ผู้นำทางเจ็บและรำคาญ   และต้องไม่หลวมจนเกินไป   เพราะในขณะที่เดินมืออาจจะหลุดได้จึงควรจับให้พอดีและมั่นคง
    3. ตำแหน่งของผู้นำทางและคนตาบอด คนตาบอดยืนเยื้องไปทางด้านหลังของผู้นำ   ทางครึ่งก้าวให้แขนช่วงบนอยู่แนบลำตัวตามปกติส่วนแขนช่วงล่างงอในลักษณะตั้งฉากกับแขนช่วงบน    เพื่อให้แน่ใจว่าตำแหน่งการยืนของตนถูกต้องหรือไม่ คนตาบอดอาจตรวจสอบได้   โดยใช้มือแตะดูว่าไหล่ข้างที่ใช้มือจับข้อศอก ของตนอยู่ตรงกับไหล่ของผู้นำทางที่ให้จับข้อศอกหรือไม่ถ้าไม่ตรงควรปรับให้ตรงก่อนแล้วจึงเริ่มออกเดิน
 
   4. ลักษณะของการเดินไปด้วยกันขณะเดินไปด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย จะต้องเดินอย่างสบายและสัมพันธ์กัน คนตาบอดต้องไม่เกร็ง เดินไม่ช้าหรือเร็วจนเกินไป   และต้องรักษาตำแหน่งของมือและแขนที่จับให้อยู่ในสภาพเดิมตลอดเวลา   ส่วนผู้นำทางเองจะต้องไม่ห่วงหรือกังวลมากจนเกินไป  เดินทางไปเรื่อยๆ   ตามปกติ   เพื่อให้สะดวกยิ่งขึ้นก่อนเดินขึ้นที่สูงหรือเดินลงที่ต่ำ เช่น   บันได และขอบถนนควรหยุดก่อนแล้วบอกว่า ขึ้น หรือ ลง แล้วเดินไปด้วยกันตามธรรมชาติมากที่สุด ผู้นำทางควรพูดและอธิบายถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆ   ขณะนั้นให้คนตาบอดฟังด้วยเพื่อให้เพลิดเพลิน   และไม่รู้สึกอึดอัดใจของทั้งสองฝ่าย
    5. การเปลี่ยนข้าง ถ้าต้องเปลี่ยนข้างเดิน จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม    เช่นจะเปลี่ยนจากด้านขวาของผู้นำทางไป    ด้านซ้ายของผู้นำทางสามารถทำได้โดย
5.1 คนตาบอดใช้มือขวาไปจับแขนเหนือมือซ้ายซึ่งจับอยู่เล็กน้อย 
5.2 เลื่อนมือซ้ายผ่านหลังของผู้นำทางเบาๆไปจับแขนซ้ายบริเวณเหนือข้อศอกพร้อมเบี่ยงตัวตาม
5.3 เลื่อนมือขวาไปจับข้อศอกแทนที่มือซ้ายแล้วปล่อยมือซ้ายลงตามเดิม
    6. การเดินทางผ่านทางแคบ 
    ในบางสถานการณ์ ผู้นำทางและคนตาบอดอาจไม่สามารถเดินคู่กันไปตามปกติได้เนื่องจากทางเดินแคบ ต้องเดินเรียงหนึ่งเท่านั้น เช่น   สะพานไม้แผ่นเดียว ทางเดินในตลาดสด และช่องแคบจะต้องใช้วิธีดังต่อไปนี้ 
    6.1 ผู้นำทางบอกคนตาบอดว่า จะผ่านทางแคบ   พร้อมเลื่อนแขนข้างที่
คนตาบอดจับอยู่ไปบริเวณกึ่งกลางหลัง 
    6.2 คนตาบอดยอมรับโดยยืดแขนออกตรงไม่เกร็ง พร้อมเดินเบี่ยงเข้าไป 
ด้านหลังในลักษณะเดินเรียงหนึ่ง 
6.3 เมื่อพ้นทางแคบแล้วผู้นำทางจะปรับแขนไปไว้ในตำแหน่งเดิมคนตาบอด 
    จะปรับตัวเดินตามปกติ 
    7. การขึ้น – ลงบันได
    ไม่ว่าจะเป็นเด็กตาดีหรือเด็กตาบอดจะรู้สึกว่าการขึ้นบันไดง่ายกว่าการลงบันไดจึงควรฝึกให้คนตาบอด ขึ้นบันไดก่อนเพื่อทำให้เขาเกิดความไม่กลัวและความมั่นใจในการฝึกลงบันไดต่อไป การขึ้นบันไดก่อนขึ้นบันไดควรบอกให้เขาทราบก่อนเพื่อเตรียมตัวแล้วปฏิบัติ
   
ดังต่อไปนี้
    1. ผู้นำทางหยุดที่เชิงบันไดเพื่อให้คนตาบอดใช้ปลายเท้าสำรวจความสูงและความลึกและลักษณะของชั้นบันได 
    2. เมื่อพร้อมแล้วผู้นำทางจะต้องก้าวขึ้นบันไดนำหน้าคนตาบอดก่อน 1 ขั้น
    3. เมื่อพ้นบันไดขั้นสุดท้ายแล้วผู้นำทางจะหยุดยืนอยู่กับที่ครู่หนึ่ง ซึ่งเป็นการบอกสัญญาณว่าพ้นบันไดแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้คนตาบอดเสียหลักแล้วจึงเดินต่อไปตามปกติ
 
การลงบันได ก่อนลงบันได ผู้นำทางควรบอกให้คนตาบอดทราบก่อน เช่นกัน แล้วปฏิบัติดังนี้
 1. ผู้นำทางหยุดตรงขอบบันไดเพื่อให้คนตาบอดใช้ปลายเท้า
    สำรวจขอบและความสูงของขั้นบันได 
 2. เมื่อพร้อมแล้วผู้นำทางจะต้องลงบันไดก่อนคนตาบอด 1 ขั้น
 3. เมื่อลงบันไดจนถึงพื้นแล้ว ผู้นำทางจะหยุดนิ่งเพื่อเป็นสัญญาณ
    ให้คนตาบอดทราบและป้องกันไม่ให้เสียหลักแล้วจึงเดินต่อไปตามปกติ
   
8. การเปิดและปิดประตู 
    เมื่อจะเข้าหรือออกประตูที่ปิดอยู่ผู้นำทางควรบอกให้คนตาบอดทราบก่อนและ
    ปฏิบัติดังนี้ การเปิดและปิดประตู
1. คนตาบอดเองจะต้องยืนอยู่ข้างเดียวกับบานพับของประตูเสมอถ้าอยู่กัน คนละด้านจะต้องเปลี่ยนข้างก่อน
2. ถ้าเป็นประตูชนิดผลักออกจากตัว ผู้นำทางจะใช้มือข้างที่คนตาบอดจับอยู่ จับลูกบิดแล้ว เปิดประตูนำหน้าเข้าไปคนตาบอดจะเดินตามโดยใช้มือที่ว่างอยู่เลาะขอบประตูหรือจับลูกบิด    เพื่อปิดประตูไว้ตามเดิม 
3. ถ้าเป็นประตูชนิดดึงเข้าหาตัวผู้นำทางจะใช้มือข้างที่คนตาบอดจับอยู่จับลูกบิดคนตาบอดจะใช้มืออีกข้างหนึ่งเลาะไปตามแขนของผู้นำทางเดินหน้าไปก่อนตาบอดเดินตามแล้วปิดประตู
   
 
9. การนั่งเก้าอี้
    การนำคนตาบอดไปนั่งเก้าอี้จะเป็นการยุ่งยากพอสมควรถ้าเป็นผู้นำทางไม่ทราบ
วิธีจึงควรปฏิบัติดังนี้ การนั่งเก้าอี้ที่ไม่มีโต๊ะ 
    1. ผู้นำทางพาคนตาบอดไปยืนหลังพนักเก้าอี้ พร้อมยื่นมือข้างที่คนตาบอดจับ 
อยู่ไปจับพนักเก้าอี้แล้วบอกให้เขานั่ง
    2. คนตาบอดจะค่อยๆเลื่อนมือจากข้อศอกของผู้นำทางไปตามแขนเพื่อจับเก้าอี้
    หลังจากนั้นผู้นำทางจะยืนห่างออก 
3. คนตาบอดจะใช้ขาเลาะเก้าอี้ไปทางด้านข้าง ก้มลงเล็กน้อยแล้วใช้มืออีกข้าง
    หนึ่งสำรวจเก้าอี้ว่าสะอาดหรือไม่
4. ต่อจากนั้น จึงเดินเลาะไปด้านหน้าของเก้าอี้ให้ขาด้านหน้าทั้ง 2 ข้าง และขอบ
    เก้าอี้เท่ากัน แล้วจึงนั่งพร้อมปล่อยมือที่จับพนักเก้าอี้ 
การนั่งเก้าอี้ที่มีโต๊ะ 
จะมีวิธีคล้ายๆกับการนั่งเก้าอี้ไม่มีโต๊ะเพียงเพิ่มเทคนิคมากขึ้นคือ
  1. เมื่อยืนจับพนักเก้าอี้อยู่ข้างๆแล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งแตะขอบโต๊ะไว้พร้อม
    ดึงเก้าอี้ออกให้ห่างโต๊ะ พอที่จะแทรกตัวเข้าไปนั่ง 
  2. เมื่อนั่งแล้วใช้หลังมือทั้ง 2 ข้างสัมผัสขอบโต๊ะเพื่อดูว่านั่งได้ตรงตามปกติ
    หรือไม่ 
  3. ถ้านั่งเฉใช้มือทั้ง 2 ข้างจับขอบเก้าอี้ด้านข้าง แล้วยกตัวขึ้นพร้อมเก้าอี้
    เพื่อปรับให้พอดี
   
 
10. การใช้ยานพาหนะ
    ในชีวิตประจำวันคนเราต้องเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ   เพื่อทำงานหรือ ทำธุรกิจ
    ทั้งนี้รวมทั้งคนตาบอดด้วย    พาหนะที่สำคัญที่ซึ่งใช้กันเป็นส่วนใหญ่   คือรถโดยสารประจำทาง
    สำหรับคนทั่วไปนั้น การขึ้นรถโดยสารประจำทางเป็นเรื่องปกติธรรมดาแต่สำหรับ 
    คนตาบอดจำเป็นที่จะต้องมีวิธีการของตนเอง    ซึ่งจะต้องได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะ 
    เพื่อให้สามารถขึ้น – ลงรถได้อย่างคล่องตัวปลอดภัย และไม่เกะกะหรือสร้างความรำคาญ
    ให้แก่ผู้โดยสารคนอื่น    จึงควรยึดหลักดังต่อไปนี้
  1. เมื่อรถหยุดสนิท ผู้นำทางรีบนำไปที่ประตูรถ ถ้ามีผู้โดยสารขึ้นน้อยให้ 
    ผู้นำทางขึ้นบันไดรถได้เลย แต่ถ้ามีผู้โดยสารขึ้นมากผู้นำทางควรนำทางคนตาบอดไปจับที่ราว
ู    ขอบประตูแล้วยืนคอยหลังจากที่ผู้โดย สารอื่นลงจากรถแล้วจึงบอกให้ขึ้นรถ 
  2. เมื่ออยู่บนรถแล้ว ผู้นำทางนำไปนั่งหรือจับราวโหนในที่ที่สะดวกที่สุด 
   ถ้าจับราวโหนไม่ถึงให้จับราวหลังพนักที่นั่ง
  3. เมื่อจะลงจากรถ ผู้นำทาง นำคนตาบอดมาจับเสาหรือราวโหนที่อยู่ใกล้
    ประตูลงเมื่อรถจอดสนิทแล้ว ผู้นำทางเดินนำก่อน แล้วให้คนตาบอดลงตาม
11. การโดยสารรถยนต์ส่วนตัวหรือรถแท็กซี่ การขึ้นรถ
เมื่อรถหยุดสนิทแล้วผู้นำทางนำคนตาบอดไปที่ประตูรถเมื่อเปิดประตูให้แล้ว 
    ผู้นำทางจับมือคนตาบอดไป  จับที่ขอบหลังคารถคนตาบอดหันเข้าข้างไปชิดรถหย่อนก้นลงนั่ง
    ปล่อยมือที่จับหลังคารถ กระเถิบเข้าไปด้านใน แล้วยกเท้าวางให้พ้นขอบประตู เอื้อมมือไป
    จับที่ปิดประตูรถ  แล้วดึงประตูปิดให้เรียบร้อย การลงรถ เมื่อรถหยุดสนิทแล้วถ้าคนตาบอด
    นั่งอยู่ชิดขอบประตูซ้าย  ให้คนตาบอดเปิดประตูลงเอง    โดยเมื่อเปิดประตูแล้วหย่อนเท้าลง
    ที่พื้นก่อนและเอื้อมมือจับขอบหลังคาแล้วลุกขึ้น    โดยขยับถอยออกจากประตูไปด้านหลัง
    ของรถเล็กน้อยแล้วปิดประตู   แล้วถ้าผู้นำทางอยู่ใกล้ประตูด้านซ้ายผู้นำทางจะเปิดประตูเอง
ู    และลงไปก่อนแล้วให้คนตาบอดเขยิบมาชิดประตูด้านซ้ายแล้วจึงลงตามวิธีการลงที่กล่าวไว้
    ข้างต้น 
    12. การลง – ขึ้นเรื่อโดยสารข้ามฟาก
การลงเรือ
    เมื่อเรือจอดเทียบท่าสนิทแล้วผู้นำทางพาคนตาบอดไปใกล้เรือจับมือคนตาบอดไป
    จับที่ขอบหลังคาเรือหรือเสาเรือตามโอกาส แล้วบอกให้คนตาบอดยื่นเท้าไปแตะที่ขอบบน
   ของกาบเรือให้ได้เสียก่อนเพื่อให้รู้ตำแหน่งที่จะวางเท้า  แล้วจึงก้าวไปยืนเพื่อก้าวเท้าลงเรือตาม
    ผู้นำทางการขึ้นจากเรือเมื่อเรือจอดที่ท่าสนิทแล้วผู้นำทางหาคนอื่นยืนชิดกาบเรือด้านที่
    เทียบกับท่าจับมือคนตาบอดไปจับที่ขอบหลังคาเรือหรือเสาเรือแล้วแต่โอกาส    แล้วให้คน
    ตาบอดก้าวออกมายืนบนขอบบนของกาบเรือข้างผู้นำทางแล้วก้าวขึ้นจากเรือตามผู้นำทาง 
13. การใช้ลิฟท์ 
ในกรณีที่คนตาบอดเดินทางกับผู้นำทาง   ข้อควรปฏิบัติของผู้นำทางในการนำทาง
    คนตาบอดเพื่อใช้ลิฟท์   มีดังนี้ 
 1. ผู้นำทางนำทางคนตาบอด โดยวิธีการจับข้อศอกไปยังหน้าลิฟท์ 
 2. ผู้นำทางสอบถามคนตาบอดถึงจุดมุ่งหมายว่าจะไปชั้นใด จะขึ้นชั้นบนหรือ
ลงชั้นล่างแล้วกดปุ่มเรียกลิฟท์ให้คนตาบอด 
 3. เมื่อลิฟท์เดินทางมาถึง ในกรณีที่มีเสียงสัญญาณบอก ให้ผู้นำทางแจ้งให้
    คนตาบอดทราบด้วยว่าเสียงสัญญาณดังกล่าวเป็นเสียงสัญญาณที่บอกว่าลิฟท์ได้เดินทางมาถึง
    ชั้นที่คนตาบอดอยู่แล้ว 
 4. เมื่อประตูลิฟท์เปิดออก ให้ผู้นำทางสังเกตว่ามีตัวลิฟท์อยู่หลังประตูจริง 
    หรือไม่แล้วจึงนำคนตาบอดเข้าไปในลิฟท์ โดยให้คนตาบอดเข้าลิฟท์ก่อน แล้วผู้นำทางค่อยเดิน
    ตามเข้าไป
 5. เมื่อประตูลิฟท์ปิดให้ผู้นำทางบอกถึงด้านและตำแหน่งของปุ่มกดในลิฟท์
    เพื่อเลือกชั้น   แล้วจึงถามคนตาบอดว่าประสงค์จะไปชั้นใดแล้วจึงกดชั้นนั้นให้คนตาบอด
 6. เมื่อถึงชั้นที่คนตาบอดประสงค์จะไปแล้วลิฟท์เปิดออกให้ผู้นำทางบอกให้
    คนตาบอดออกจากลิฟท์ก่อนแล้วผู้นำทางจึงค่อยเดินตามออกมา
    14. บันไดเลื่อน 
ในกรณีที่คนตาบอดเดินทางกับผู้นำทาง ข้อปฏิบัติของผู้นำทางในการนำทาง 
    คนตาบอดขึ้นหรือลงบันไดเลื่อน   มีดังนี้ 
    1. ให้ผู้นำทางนำทางคนตาบอดไปยังบันไดเลื่อน อาจจะเป็นบันไดเลื่อนขึ้น
    หรือลงก็ได้ตามความประสงค์ของคนตาบอดผู้นั้น 
    2. ก่อนจะก้าวขึ้นบันไดเลื่อนให้ผู้นำทางเตือนคนตาบอดว่าอีกกี่ก้าวจะถึง
    บันไดเลื่อน 
    3. เมื่อถึงบันไดเลื่อนให้ผู้นำทางนำมือของคนตาบอดที่จับข้อศอกผู้นำทาง 
    อยู่ไปจับราวบันไดเลื่อนพร้อมกันกับให้คนตาบอดก้าวขึ้นบันไดเลื่อน
    4. เมื่อคนตาบอดก้าวขึ้นบันไดเลื่อนแล้วให้ผู้นำทางเดินทางขึ้นไปแล้วยืนอยู่
    ที่ขั้นบันไดใกล้กับคนตาบอดผู้นั้น 
    5. เมื่อใกล้ถึงสุดบันไดให้ผู้นำทางเตือนให้คนตาบอดทราบ 
    6. เมื่อถึงสุดบันไดให้ผู้นำทางบอกคนตาบอดก้าวไปพร้อมๆกับผู้นำทาง
เรียบเรียงโดย สมเกียรติ  เอี่ยมสะอาด
 
http://www.ser01.com/page/wichakan_blind.htm
 
 ความเป็นมา
 
ทุกวันนี้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร (ICT) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวก  รวมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆให้แก่คนในสังคมเป็นอย่างมากซึ่งก็รวมถึงการสร้างประโยชน์ในด้านต่างๆ ให้แก่คนตาบอดด้วยเช่นกันเช่น การใช้ ICT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตหนังสืออักษรเบรลล์การประยุกต์ใช้ในอุปกรณ์นำทางรวมทั้งการอำนวยความสะดวกให้คนตาบอดสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประโยชน์ประการหลังนี้ได้ช่วยเปิดโลกแห่งการเรียนรู้   การติดต่อสื่อสาร การประกอบอาชีพและการพักผ่อนหย่อนใจของคนตาบอดให้กว้างไกลในลักษณะที่เท่าเทียม  และเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกับบุคคลทั่วไป
 
คนตาบอดใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างไร
เมื่อกล่าวถึงการใช้งานคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะโดยผู้ใดก็ตามนั่นหมายถึงการทำงานกับคอมพิวเตอร์ใน  2  องค์ประกอบหลัก  ได้แก่ 
 
- การอ่าน   หรือการรับรู้ข้อมูลที่ปรากฏบนหน้าจอ   หรือปรากฏบนอุปกรณ์ต่อเชื่อมอื่น ๆ
- ป้อนคำสั่งหรือข้อมูลเข้าเครื่องโดยผ่านทางแป้นพิมพ์หรือ Pointing Device  เช่น Mouse แม้การมองไม่เห็นตำแหน่งต่าง ๆ บนหน้าจอจะทำให้เกิดอุปสรรค ในการใช้ Pointing Device   แต่คนตาบอดก็สามารถใช้การป้อนข้อมูลหรือคำสั่งผ่านทางแป้นพิมพ์ได้ โดยจะใช้การพิมพ์แบบสัมผัส(การจดจำตำแหน่งของแป้นพิมพ์) สำหรับแป้นพิมพ์ที่ใช้ก็เป็นแป้นพิมพ์ปกติของคอมพิวเตอร์ โดยไม่ต้องมีการออกแบบเพิ่มเติมหรือปรับปรุงให้มีลักษณะเฉพาะแต่อย่างใด แต่ปัญหาสำคัญมักอยู่ที่การอ่านหรือการรับรู้ข้อมูลที่เครื่องแสดงผ่านหน้าจอ  
 
อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวนี้ได้รับการแก้ไขในสามแนวทางหลัก ๆ ได้แก่ 
  1. การใช้ Software ที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์แสดงผลเป็นเสียงพูดโดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างโปรแกรมอ่านจอภาพ (Screen Reader Software) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับตาของมนุษย์ในการตรวจจับข้อมูลที่เครื่องแสดงออกมาที่หน้าจอ แล้วเชื่อมต่อไปยัง Speech Software ซึ่งทำหน้าที่เหมือนอวัยวะในระบบการเปล่งเสียง  คนตาบอดก็จะรับทราบข้อมูลได้จากการได้ยินแทนการอ่านหน้าจอ ในปัจจุบันนี้ได้มีการพัฒนา Screen Reader Software ให้มีความสามารถเพิ่มมากขึ้นในการวิเคราะห์รูปแบบการอ่านให้เหมาะสม และสอดคล้องกับประเภทของข้อมูล และรูปแบบของการนำเสนอ   เช่น  การอ่านข้อมูลในลักษณะที่นำเสนอในรูปแบบของตาราง ในขณะที่ Speech  Softwareก็ได้รับการพัฒนาให้สามารถเปล่งเสียงชัดเจน และถูกต้องมากขึ้นเช่นกัน
 
2. การใช้อุปกรณ์และ Software แสดงผลเป็นอักษรเบรลล์โดยประกอบด้วย Braille  translator Softwareซึ่งทำหน้าที่แปลงรหัสข้อมูลจากอักษรตัวพิมพ์ (print)  เป็นรหัสอักษรเบรลล์แล้วส่งไปแสดงผลที่เครื่องแสดงผลอักษรเบรลล์(Refreshable Braille 
Display) ทำให้คนตาบอดรับรู้ข้อมูลได้จากการอ่านอักษรเบรลล์ แทนการอ่านจากหน้าจอ 
 
  3. การใช้ Software ขยายจอภาพ Screen Magnification Software  โดยจะช่วยขยายตัวอักษรตลอดจนรูปภาพและสัญลักษณ์ต่างๆ   ที่ปรากฏบนหน้าจอให้ใหญ่ขึ้นตามขนาดที่ผู้ใช้ต้องการ  รวมทั้งมีฟังชันก์ ที่ให้ผู้ใช้สามารถปรับสีของพื้นผิวหน้าจอ   ตลอดจนสีของตัวอักษร  และสัญลักษณ์ต่างๆให้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน (Contrast)   ลักษณะเช่นนี้จะทำให้คนตาบอดกลุ่มที่เป็นผู้มีสายตาเลือนรางสามารถอ่านข้อมูลจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้โดยสะดวก 
  
   “ ตาทิพย์ ” โปรแกรมที่ทำให้คอมพิวเตอร์พูดภาษาไทย
 โปรแกรมตาทิพย์เป็นโปรแกรมสังเคราะห์เสียงภาษาไทย (Thai text to Speech) โดยเมื่อใช้โปรแกรมดังกล่าวร่วมกับโปรแกรมอ่านจอภาพของต่างประเทศ  (Screen Reader  Software)  จะทำให้คอมพิวเตอร์แสดงผลทุกอย่างบนหน้าจอเป็นเสียงพูดภาษาไทยควบคู่กันไปด้วยโปรแกรมดังกล่าวนี้   นอกจากจะช่วยให้คนตาบอดสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ด้วย ตนเองได้อย่างสะดวก และได้รับประโยชน์ในด้านต่าง ๆ จากคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไปแล้ว ยังจะช่วยเอื้อประโยชน์ในด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร   ผ่านระบบเทคโนโลยีีสารสนเทศให้แก่ผู้ที่มีปัญหาด้านการอ่าน  เช่น  ผู้สูงอายุที่มีสายตาฝ้าฟางและอื่น ๆ  ทั่วประเทศจำนวนกว่า 6 ล้านคน 
 
  โปรแกรมตาทิพย์ เป็นผลงานวิจัยของ นายพุฒิพันธุ์ พลยานันท์ นักวิจัยและพัฒนา Software อดีตแชมป์เหรียญเงินคอมพิวเตอร์โอลิมปิก ปี 2540 ณ ประเทศแอฟริกาใต้   โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากกองทุนเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ภาษาไทย  สำหรับคนตาบอด   มูลนิธิราชสุดา กองทุนเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ภาษาไทยสำหรับคนตาบอดมูลนิธิราชสุดาก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 จากการที่   บริษัท ทีโอที. คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ทูลเกล้าฯ   ถวายเงินจำนวน 20 ล้านบาท   แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงจัดตั้งเป็นกองทุนสำหรับสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา Hardwareและ Softwareตลอดจนจัดกิจกรรมรณรงค์เผยแพร่ในด้านต่างๆ เพื่อให้คนตาบอดไทย
สามารถใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์   และเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งเพื่อการศึกษาหาความรู้ การประกอบอาชีพ การติดต่อสื่อสาร   และ การพักผ่อนหย่อนใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ   เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป  โปรแกรมตาทิพย์นับเป็นผลงานวิจัยในลำดับแรกภายใต้การสนับสนุนของกองทุนฯ 
ยังมีแผนที่จะให้การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมต่าง ๆ เช่น  โปรแกรมแปลงอักษรเบรลล์ เป็นอักษรตัวพิมพ์ปกติ (Thai Braille Translation Software) โปรแกรมอ่านจอภาพภาษาไทย (Thai  Screen Reader Software)โปรแกรม Thai OCR โปรแกรมผลิตหนังสือ
Multimedia และอื่น ๆ 
 
   ข้อแนะนำในการพัฒนา Software เพื่อให้คนตาบอดสามารถใช้ได้โดยสะดวก
 
ในความเป็นจริงนั้นนอกเหนือจากความจำเป็นที่คนตาบอดจะต้องใช้   Software  และ  Hardware ซึ่งอำนวยความสะดวกให้สามารถอ่านและรับรู้ข้อมูลจากหน้าจอได้แล้วนั้นคนตาบอด   แต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มยังต้องการใช้งาน Software อื่น ๆ เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆเช่น  Software  Word Processor สำหรับทำงานเอกสาร Software ด้านการสื่อสารสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร   รวมทั้งSoftware   เพื่อการศึกษาหาความรู้  การประกอบอาชีพความบันเทิงและอื่น ๆดังนั้นองค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะช่วยให้คนตาบอด สามารถใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็คือ การออกแบบ Softwareต่าง ๆ ในลักษณะที่ Screen Reader  Software , Screen Magnification และ Braille Translator Software จะสามารถเข้าไปทำงานด้วยได้โดยมีข้อแนะนำในเบื้องต้นดังนี้
 
1. ออกแบบ User Interface ของ Software ให้เป็นมาตรฐานและมีความคงเส้นคงวา ตลอดทั้งโปรแกรม ซึ่งนอกจากจะทำให้สามารถเชื่อมต่อกับ Software อื่น ๆ ได้โดยง่ายแล้วยังช่วยให้ผู้ใช้สามารถเรียนรู้การทำงานของ Software ได้โดยสะดวกอีกด้วย   ในการกำหนดสัญลักษณ์ต่าง ๆ  เพื่อแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้งานและการควบคุมการทำงานของ software ควรกำหนดเป็น  Toolbar , Menu , Cursor และ Dialog ซึ่ง Screen Reader Software รวมทั้งระบบอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จะคุ้นเคยกับสัญลักษณ์เหล่านี้อยู่แล้ว
2. ออกแบบให้ User Interfaceมีความยืดหยุ่นโดยให้ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยน  User  Interface ให้เหมาะกับความต้องการของตนได้   เช่น   ปรับสี ขนาดของ Font รูปแบบของ Cursor  การปรับเสียงและอื่น ๆ
3. ออกแบบให้ผู้ใช้สามารถใช้แป้นพิมพ์ควบคุมการทำงานของ Softwareได้ทั้งหมดเทียบเท่ากับการควบคุมโดย Pointing Device อื่น ๆ  ทั้งนี้โดยเริ่มตั้งแต่การใช้แป้นพิมพ์ควบคุมการติดตั้ง  Software 
4. มีข้อความอธิบายกำกับในส่วนที่เป็น Graphics และ Icons ทุกส่วน  ซึ่งจะทำให้Screen Reader Software และระบบอำนวยความสะดวกต่าง ๆ สามารถถ่ายทอดข้อมูลเหล่านั้นให้ผู้ใช้ที่เป็นคนตาบอดรับรู้ได้   ขณะเดียวกันคำอธิบายเหล่านี้ก็จะช่วยให้ผู้ใช้ที่มีสายตาปกติ
สามารถเรียนรู้และจดจำ Graphics ตลอดจน Icons นั้น ๆ ได้โดยง่ายอีกด้วย 
5. แสดง Application Focusโดยใช้  Operating-System-Supplied Toolsเช่น  System  Caret  Screen Reader Software และระบบอำนวยความสะดวกต่าง ๆ  จะต้องทำงานเชื่อมต่อกับ Keyboard  Focus ได้ตลอดเวลา 
6. ไม่ควรออกแบบโดยกำหนดให้สี เป็นตัวแปรเพียงอย่างเดียวในการสื่อความเข้าใจและข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน Software เพราะมีผู้ใช้บางกลุ่มที่ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของสี หรือมีอุปสรรคเกี่ยวกับการรับรู้ข้อมูลเรื่องสี   ซึ่งก็จะทำให้ผู้ใช้เหล่านี้ไม่สามารถใช้ Software นั้นๆ ได้ ในจุดนี้การเปิดกว้างให้ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยน User Interface ได้ตามความสะดวกของผู้ใช้งานแต่ละคนจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
7. ไม่ควรออกแบบให้มีการจำกัดเวลา  ในการป้อนคำสั่งหรือป้อนข้อมูลเพราะผู้ใช้จำนวนไม่น้อยที่ยังใช้คอมพิวเตอร์ไม่คล่อง หรือผู้ใช้ที่ต้องการเวลาในการทำความเข้าใจ คำแนะนำ หรือคำอธิบายต่าง ๆ ที่ Software แสดงขึ้นมา 
8. ข้อแนะนำทั้ง 7 ข้อข้างต้นควรได้รับการพิจารณาในการออกแบบ  Software   ทุกขั้นตอนและควรเกิดผลในทางปฏิบัติต่อผู้ใช้ตั้งแต่ขั้นตอนของการติดตั้ง   Software การปรับค่าต่างๆ   ในการใช้งาน และในทุก ๆ   คำสั่งของการใช้งาน Software

ตาบอด ! รักษาได้หรือไม่ ?

ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย

http://www.rcopt.org/news-public-83.html

 

ความหวังของญาติหรือคนตาบอด คือ จะสามารถรักษาด้วยวิธีใดๆให้กลับมามองเห็นได้หรือไม่ มีวิธีการประเมินที่พอจะบอกได้หรือไม่ว่าตานั้นยังมีความหวังหรือไม่ ผ่าตัดเปลี่ยนใหม่ได้หรือไม่ ทั้งหมดขึ้นกับความรุนแรงของตาบอดหรือเพียงสายตาเลือนราง และสาเหตุที่เป็น  สาเหตุตาบอดหรือสายตาเลือนรางที่ส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาได้ เช่น ตาเล็กหรือฝ่อตั้งแต่กำเนิด ต้อหินระยะรุนแรง และตาบอดจากอุบัติเหตุอย่างร้ายแรง  ส่วนปัญหาตาบอดหรือสายตาเลือนรางที่พบบ่อยและอาจรักษาให้หายได้เช่น โรคต้อกระจก โรคจอประสาทตาลอก หรือระดับสายตาผิดปกติ เป็นต้น 


 

มีแนวทางการประเมินเพื่อให้คำแนะนำผู้ป่วยว่า จะมีโอกาสรักษาให้กลับมามองเห็นได้หรือไม่อย่างไร

โดยทั่วไป ถ้าตาข้างที่บอดนั้น ไม่สามารถมองเห็นได้แม้แต่แสงสว่างแล้ว มักไม่สามารถรักษาให้กลับมามองเห็นได้  แต่ต้องเป็นการตรวจที่ถูกวิธี กล่าวคือใช้บริเวณฝ่ามือปิดที่ตาอีกข้าง และใช้ไฟฉายซึ่งต้องมีความสว่างเต็มที่ และไม่มีวงมืดตรงกลาง ส่องไปที่ตาข้างที่จะทดสอบ บอกผู้ป่วยก่อนว่าอย่างไรคือมีไฟและอย่างไรคือไม่มีไฟ แล้วทดสอบหลายๆครั้ง ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถบอกได้เลยว่ามีไฟส่องหรือไม่ มักไม่สามารถรักษาให้กลับมามองเห็นได้อีก  แต่ถ้ายังสามารถมองเห็นแสงไฟได้ดี ควรแนะนำพบจักษุแพทย์เพื่อประเมินซ้ำว่ายังสามารถให้การรักษาให้กลับมามองเห็นอีกได้หรือไม่ 
 

สาเหตุของตาบอดที่พบได้บ่อยๆคืออะไร

สาเหตุของตาบอดหรอสายตาเลือนรางที่พบบ่อยได้แก่ 

  • ความผิดปกติแต่กำเนิดของดวงตา เช่นตาเล็กหรือตาดำขุ่นขาวแต่กำเนิด
  • อุบัติเหตุต่อดวงตา เช่นถูกกระจกรถบาด หรือถูกวัตถุมีคมแทงบริเวณลูกตา
  • โรคต้อกระจก ซึ่งอาจเป็นแต่กำเนิด หรือจากความเสื่อมตามอายุซึ่งมนุษย์ต้องเป็นต้อกระจกทุกคน แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์สามารถให้การรักษาโรคต้อกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ระดับสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง สามารถรักษาได้ด้วยการใช้แว่นตา คอนแทคเลนส์ หรือเลสิกรักษาสายตา
  • โรคต้อหินหรือโรคจอประสาทตาลอก
  • โรคทางร่างกายที่มีผลต่อตา เช่น เบาหวานขึ้นจอประสาทตา เชื้อไวรัส (cytomegalo virus) ขึ้นจอประสาทตาในผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น

ตาบอดหรือตาเลือนราง สามารถใส่แว่นตาให้มองเห็นดีขึ้นได้หรือไม่

ภาวะสายตาเลือนรางที่สามารถใช้แว่นตาทำให้มองเห็นดีขึ้น เฉพาะกรณีที่เกิดจากสายตาสั้น สายตายาวหรือสายตาเอียงเท่านั้น ส่วนจากสาเหตุอื่น แว่นตามักไม่สามารถทำให้มองเห็นดีขึ้น  ยกเว้นในบางกรณีอาจใช้แว่นที่มีกำลังขยายช่วยเป็นอุปกรณ์ในการช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาสายตาเลือนราง 
 

คนตาบอด สามารถผ่าตัดเปลี่ยนดวงตาได้หรือไม่

เทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนหรือปลุกถ่ายดวงตาใหม่ได้ รวมทั้งส่วนจอประสาทตาไม่สามารถเปลี่ยนใหม่ได้  ส่วนของดวงตาที่สามารถเปลี่ยนได้ในปัจจุบันคือกระจกตาดำ ซึ่งต้องรอกระจกตาบริจาคแล้วนำมาผ่าตัดเปลี่ยนเฉพาะบริเวณกระจกตา และเลนส์ตาซึ่งถ้าขุ่นจะเรียกว่าต้อกระจก สามารถผ่าตัดออกแล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียม ให้กลับมามองเห็นได้ 
 

จะมีวิธีป้องกันตาบอดอย่างไร

ข้อแนะนำการป้องกันตาบอดสำหรับคนทั่วไป คือ 

  • การระวังภยันตรายต่อดวงตา เช่นใส่อุปกรณ์หน้ากากป้องกัน ในขณะทำงานที่มีความเสี่ยง  การรัดเข็มขัดนิรภัยขณะขับหรือนั่งรถ เพื่อป้องกันหน้ากระแทกกระจกรถเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
  • การตรวจสุขภาพตาและวัดความดันลูกตาเพื่อเฝ้าระวังโรคต้อหินทุกปี ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติโรคต้อหินในครอบครัว
  • การควบคุมโรคทางกายที่อาจมีผลต่อดวงตา เช่นควบคุมระดับน้ำตาในผู้ป่วยเบาหวาน หรือใช้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการลดต่ำของภูมิคุ้มกัน (CD4+) ในผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยาหยอดตาใช้เอง เช่นยากลุ่มสเตียรอยด์ อาจทำให้ตาบอดจากโรคต้อหินได้ 

ถ้าตาบอดรักษาไม่ได้  ยังพอมีวิธีการช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างไร 
ในกรณีที่ตาบอดหรือสายตาเลือนราง ที่จักษุแพทย์วินิจฉัยว่าไม่สามารถรักษาให้มองเห็นดีขึ้นได้ อาจปรึกษาจักษุแพทย์ถึงการใช้เครื่องมือช่วยสายตาเลือนราง เช่นกล้องส่องขยาย  แว่นขยายสำหรับอ่านหนังสือ  ซึ่งอาจช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

ตัวอย่างอักษรเบรลล์ คำว่า Premierอักษรเบรลล์ (อังกฤษ: Braille) เป็นอักษรสำหรับคนตาบอด ประดิษฐ์โดย หลุยส์ เบรลล์ (Louis Braille) ครูตาบอดชาวฝรั่งเศส มีลักษณะเป็นจุดนูนเล็กๆ ใน 1 ช่องประกอบด้วยจุด 6 ตำแหน่ง ซึ่งนำมาจัดสลับกันไปมาเป็นรหัสแทนอักษรตาดีหรือสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โน้ตดนตรี ฯลฯ การเขียนใช้เครื่องมือเฉพาะเรียก สเลต (Slate) และดินสอ (Stylus) การพิมพ์ใช้เครื่องพิมพ์เรียก เบรลเลอร์ (Brailler) ใช้กระดาษหนาขนาดกระดาษวาดรูป
 
 
หลุยส์ เบรลล์ (Louis Braille) เกิดที่เมือง Coupvray ใกล้กับปารีส ในประเทศฝรั่งเศส แต่เติบโตที่เมือง Lisle บิดาคือ ไซมอน เรเน่ เบรลล์ (Simon-René Braille) มีอาชีพทำอานม้า เมื่ออายุได้ 3 ปี เบรลล์ประสบอุบัติเหตุจากเข็มของบิดา ทำให้ตาข้างซ้ายบอด เมื่ออายุได้ 4 ปี โรคตาอักเสบอย่างรุนแรงทำให้เบรลล์ตาบอดทั้ง 2 ข้าง แต่เบรลล์ก็ยังได้เข้าเรียน ด้วยการสนับสนุนจากพ่อ ในปี 1821 กัปตันชาร์ล บาบิแอร์ นายทหารแห่งกองทัพบกฝรั่งเศสได้มาเยี่ยมโรงเรียน และนำวิธีการส่งข่าวสารของทหารในเวลากลางคืน เรียกว่า night-writing มาลองใช้ ซึ่งเป็นรหัสที่ใช้จุด 12 จุด และใช้ค่อนข้างยาก ในปีนั้นเอง เบรลล์ได้เริ่มประดิษฐ์อักษรที่ใช้ระบบจุดเช่นกัน เบรลล์ใช้จุดเพียง 6 จุด และใช้เพียงนิ้วเดียววางบนจุดทั้งหมด
 
อักษรเบรลล์ไม่เป็นที่รู้จักมากนัก จนกระทั่งปีค.ศ. 1868 เมื่อ Dr. Thomas Armitage กับเพื่อนอีก 5 คน ผู้ก่อตั้ง British and Foreign Society for Improving the Embossed Literature of the Blind (ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Royal National Institute of the Blind) ได้ตีพิมพ์หนังสือ Braille's system ปัจจุบันอักษรเบรลล์ได้ถูกนำไปใช้ทั่วโลก
 

อักษรเบรลล์ของอักษรไทย

อักษรเบรลล์ภาษาไทย ประดิษฐ์ดัดแปลงเพิ่มเติมโดย เจนีวีฟ คอล์ฟิลด์ และนายแพทย์ฝน แสงสิงห์แก้ว (ผู้ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการรัฐกิจ ในปี ค.ศ. 1966)

 

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8

ขอโพสไว้  เพื่อส่งต่อ "ใจบันดาลแรง"  ครับ

ทีม Nature camp   จัดกิจกรรม “เดินป่าด้วยหัวใจ”  

พาเด็กพิการจากโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ  และบ้านนนทภูมิ ไปพิชิตภูกระดึง  
    
ครั้งที่ 2  เมื่อ 6-8 กพ 58   จำนวน 24 ชีวิต

เพื่อเปิดโอกาสให้น้องๆ ได้สัมผัสกับธรรมชาติที่มีโอกาสไปน้อย  และยังส่งต่อ แรงบันดาลใจ ไปยังผู้พิการและผู้ไม่พิการด้วยว่า โปรดเชื่อมั่นในพลังตนเอง

บางคนอาจจะปรามาสว่าพามาลำบาก หรือคนตาบอดจะเห็นอะไร  -->  อยากให้ได้ยินจากปากคำของน้องๆ หรือคุณครูที่ดูแลว่าพวกเขาได้อะไร  ทั้งความกล้าที่จะใช้ชีวิตเอย  ทั้ง ความมั่นใจในตนเองเอย   ฯลฯ

อ่านต่อได้ที่ :http://pantip.com/topic/33240701

แหล่งที่มา :pantip.com

source :http://pantip.com/topic/33240701