E
รูปนำ-8 col

ในอดีตคนพิการหากอยากมีอาชีพมีรายได้ มีทางเลือกแค่ 2 ทาง คือไม่เป็น “คนขายลอตเตอรี่” ก็เป็น “คนขอทาน” เพราะสังคมแห่งการทำงานยังไม่เปิดรับ และคนพิการเองก็ยังไม่มีศักยภาพพอ
แต่วัฏจักรเหล่านี้กำลังจะเปลี่ยนไป ภายหลังการจุดกระแสของโครงการ “ปั่นไปไม่ทิ้งกัน สานต่องานที่พ่อทำ No One Left Behind” จัดโดยมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ร่วมกับภาคีเครือข่าย
ซึ่งนำคนตาบอดร่วมกับคนตาดีปั่นจักรยานทางไกลกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 867 กิโลเมตร เพื่อระดมเงินสร้างศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ เล่าภายหลังนำขบวนจักรยานปั่นเข้าสู่จุดหมาย ณ ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
ว่าข้อมูลกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ปี 2560 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้พิการที่ขึ้นทะเบียน 1.8 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้พิการวัยแรงงานอายุระหว่าง
15-60 ปี จำนวน 8 แสนคน แยกเป็นผู้พิการมีงานทำ 2 แสนกว่าคน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างทั่วไป ซึ่งมีรายได้ที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนอีกกว่า 5
แสนคนไม่มีงานทำ

“ผมเชื่อมาตลอดว่า คนพิการหากได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ และได้รับโอกาสในการทำงานก็สามารถเข้าสู่สังคมแห่งการทำงานได้เหมือนคนทั่วไป ยิ่งหากมีอารยสถาปัตย์
(Universal Design) ที่มาขจัดอุปสรรคในการเดินทางและใช้ชีวิต คนพิการก็จะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขเหมือนคนทั่วไปเช่นกัน อย่างผมที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับโอกาสแล้ว
ทำให้ความตาบอดในวันนี้มีความหมายกับชีวิตน้อยมาก”

เริ่มสอนอาชีพคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ

จากความเชื่อสู่การลงมือทำ ศ.วิริยะได้ทดลองก่อตั้งศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ช่วงต้นปี 2560 ซึ่งในพื้นที่ 3 ไร่ ได้สอนให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการปรับวิธีคิด
ปรับตัว และสอนอาชีพ 3 อาชีพที่คนพิการและผู้ดูแลคนพิการสามารถทำได้เองที่บ้าน ลงทุนต่ำ ใช้พื้นที่น้อย และรายได้ดี ได้แก่ การเพาะเห็ดนางฟ้าภูฏาน ปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์
และเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด ซึ่งสอนตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูก การผลิต บริหารต้นทุนรายรับ-รายจ่าย แปรรูป การตลาด และการจัดจำหน่าย ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติจริงจังแบบกินนอนที่ศูนย์ฯในเวลา
100 วัน ไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยปัจจุบันมีผู้ศึกษาจบหลักสูตรไปแล้ว 2 รุ่น จำนวน 260 คน ส่วนรุ่นที่ 3 กำลังศึกษา

ศ.วิริยะกล่าวอีกว่า จากการลงพื้นที่ติดตามผู้เข้าอบรมรุ่นที่ 1 ที่ฝึกจบไป ผลปรากฏว่า ร้อยละ 70 พวกเขาสามารถนำทักษะความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพและมีรายได้เพิ่ม
ส่วนร้อยละ 20 มีความคิดจะทำ แต่ยังไม่ได้เริ่มต้น และร้อยละ 10 ยังไม่คิดและทำอะไร แต่ก็พอใจที่ส่วนใหญ่ได้ผล จึงนำมาสู่จุดเริ่มต้นการขยายศูนย์ฯแห่งที่ 2
ที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ 33 ไร่ ซึ่งตนตั้งใจจะทำให้เป็นศูนย์ระดับภูมิภาค มีโรงงานแปรรูปที่ได้มาตรฐาน เพิ่มการสอนสาขาท่องเที่ยวและอาหาร
มีอาคารที่พักผู้เข้าอบรม ใช้งบประมาณก่อสร้าง 67 ล้านบาท ซึ่งมูลนิธิฯต้องหาเองทั้งหมด จึงเป็นที่มาของโครงการปั่นไปไม่ทิ้งกัน ที่ภายใน 9 วันพวกเราสามารถระดมเงินบริจาคได้ถึง
30 ล้านบาท

“แม้การปั่นจักรยานนี้จะยังไม่ได้เงินครบตามเป้าหมาย แต่ก็ถือเป็นความสำเร็จในสิ่งที่อยากได้ คือการสร้างเจตคติคนพิการอยากลุกขึ้นมาช่วยตัวเอง ผมยังเชื่อว่าตอนนี้สังคมเริ่มหันมาสนใจคนพิการ
สนใจโครงการ เงินก็น่าจะตามมาเองในอนาคต หรือหากเงินเดินทางมาช้า ผมก็มีแผนที่จะปั่นต่อในจังหวัดที่อยากให้เราไปปั่น แต่ก็ขอเวลาพักร่างกายก่อน 3 เดือน หรือหากปั่นอีกรอบแล้วยังหาเงินไม่ได้จริงๆ
ก็อาจต้องลดไซซ์โครงการบางส่วนลง” ศ.วิริยะกล่าว

ศูนย์ฝึกอาชีพฯ ให้ชีวิตใหม่คนพิการ

ศูนย์ฯไม่เพียงทำให้เกิดผลลัพธ์ของการมีอาชีพและรายได้ ยังทำให้เกิดเครือข่ายคนพิการและผู้ดูแล ที่อยากส่งต่อทักษะความรู้เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ให้กันและกัน
อย่าง ลุงแอร์-ทวีศักดิ์ อินทรชัย อายุ 62 ปี ซึ่งเกษียณอายุจากการเป็นลูกจ้างศูนย์การศึกษาพิเศษแล้ว ปัจจุบันต้องดูแลแม่สูงอายุที่พิการจากภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ
และยังต้องเป็นเสาหลักหารายได้จุนเจือครอบครัว ซึ่งหลังเข้าอบรมรุ่นที่ 1 ก็กลับมาทดลองเลี้ยงจิ้งหรีดขายเพราะทำง่ายที่สุด จากนั้นชีวิตก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ลุงแอร์-ทวีศักดิ์เล่าด้วยรอยยิ้มว่า หลังจากเกษียณมาเมื่อรายได้ไม่ค่อยมี แล้วยังต้องมาเลี้ยงแม่ที่พิการอีก ก็เครียดมาก ซึ่งยิ่งเครียดก็ยิ่งดื่มสุรา จนวันหนึ่งได้มีโอกาสเข้าโครงการรุ่นแรก
เข้าไปเขาก็สอนให้ปรับวิธีคิด

สอนอาชีพ ซึ่งหลังจากเรียนจบก็กลับมาทดลองเลี้ยงจิ้งหรีด เริ่มต้นจากการเลี้ยง 2 บ่อโดยมีศูนย์คอยสนับสนุน ทำไปทำมาปรากฏว่าขายดี จึงกู้เงิน ธ.ก.ส.มา 150,000
บาท ขยายเป็นฟาร์มจิ้งหรีดมีทั้งหมด 20 บ่อ ปัจจุบันมีรายได้เดือนละ 20,000 บาท ก็หักต้นทุนเหลือกำไรเดือนละ 15,000 บาท สามารถนำเงินมาใช้จ่ายในบ้านและส่งลูกเรียนปริญญาตรีได้
ขณะเดียวกันก็พยายามแข็งใจเลิกดื่มสุราจนสำเร็จ

“ภูมิใจว่าตอนนี้สามารถทำงานอยู่กับบ้านและมีรายได้ ซึ่งการเลี้ยงจิ้งหรีดไม่ได้ยากอะไร อาศัยลงทุนครั้งแรกครั้งเดียว ที่เหลือก็อาศัยการสังเกตและดูแลเอาใจใส่
ตั้งแต่การฟังเสียงเวลาออกไข่ เคร่งครัดเรื่องความสะอาด ป้องกันแมลงอื่นรบกวน และน้ำ-อาหารไม่ให้ขาด ไม่งั้นจิ้งหรีดจะตาย ซึ่งทั้งหมดสามารถทำคนเดียวได้ ใช้เวลาเพียง
45 วันก็สามารถนำตัวจิ้งหรีดและไข่ไปขายได้ หมุนเวียนขายได้ตลอดทั้งปี และมีคนมารับซื้อถึงบ้านในราคาที่เป็นธรรม”

โมเดลอาคารที่พักศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียนเสมือนจริง

“ผมอยากขอบคุณศูนย์ฯที่ทำให้ชีวิตผมมีความหวังอีกครั้ง โอกาสนี้ผมยังได้ส่งมอบความรู้ให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการอื่นๆ มาศึกษาดูงานที่ฟาร์มของผมและกลับไปประกอบอาชีพมีรายได้
ซึ่งจากคนที่ขี้เหล้าเมายา วันนี้ได้ทำตัวเองเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น มีคนเคารพนับถือ ก็รู้สึกภูมิใจมาก” ลุงแอร์-ทวีศักดิ์กล่าวทั้งรอยยิ้ม

คนพิการปั่นจักรยานทางไกลครั้งแรก

สำหรับโครงการปั่นไปไม่ทิ้งกันฯ เริ่มต้นสตาร์ตที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ ศ.วิริยะเคยเรียนและสอนหนังสือ โดยในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มาเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งมีนักร้อง นักแสดง คนพิการ ตลอดจนประชาชนอีกมากมายมาร่วมให้กำลังใจ
จากนั้นขบวนจักรยานก็เดินทางไปอีก 8 จังหวัด ตั้งแต่สุพรรณบุรี ชัยนาท นครสวรรค์ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ แพร่ ลำปาง และเชียงใหม่ ซึ่งตลอดเส้นทางก็มีประชาชน คนพิการมาร่วมยืนตบมือให้กำลังใจริมทาง
บางส่วนก็ยินดีร่วมบริจาคเงินสนับสนุน กระทั่งคนขับรถสิบล้อที่กำลังขับผ่านขบวน ก็ขอจอดข้างทางเพื่อยื่นเงินให้ขบวนนักปั่น เป็นภาพที่ประทับใจในน้ำใจของคนไทย
เป็นพลังให้นักปั่นฮึดสู้ปั่นจนสุดทาง แม้ระหว่างทางจะเหนื่อยท้อและอาจต้องประสบอุบัติเหตุไปบ้าง

นางบุญช่วย ทาวี อายุ 48 ปี ชาวจังหวัดลำพูน ซึ่งพิการตาบอดตั้งแต่กำเนิด เล่าทั้งรอยยิ้มที่เส้นชัยว่า การปั่นจักรยานเป็นสิ่งที่คนตาบอดอย่างตนไม่เคยทำมาก่อน
ยิ่งมาปั่นทางไกลอย่างนี้เชื่อว่าคนตาบอดส่วนใหญ่คงไม่มีใครเคยทำมาก่อน ทั้งนี้ แม้จะมองไม่เห็น แต่ก็ประทับใจว่าระหว่างทางมีคนมาคอยต้อนรับและให้กำลังใจตลอดเลย
โดยรู้จากเสียงที่ได้ยินดีว่า “สู้ๆ นะ” และคำบอกเล่าจากคู่หูที่เป็นคนขับตาดี ที่นอกจากคอยบอกสภาพเส้นทางข้างหน้าแล้ว ยังคอยบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างทางด้วย

“เส้นทางอันยาวไกลนี้ ทำให้ดิฉันได้เจอกับน้องๆ พิการตามภูมิภาค ได้รับรู้ถึงความยากลำบากที่มากกว่าสิ่งที่ตัวเองเจอ ก็เป็นพลังใจให้ตัวเองอย่าท้อถอยกับชีวิต
และอยากบอกสังคมว่าอย่าทอดทิ้งคนพิการเลย มาร่วมเปลี่ยนภาระเป็นพลังกันเถอะ” นางบุญช่วยกล่าว

สอดคล้องกับคำพูดของ นายชวการ ศรีชาติ อายุ 50 ปี ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คู่หูอาสาสมัครตาดี เล่าว่า ไม่เคยใกล้ชิดกับคนพิการมากมายอย่างนี้มาก่อน ไม่เคยรู้ว่าจริงๆ
แล้วพวกเขาก็สามารถทำอะไรได้ เพียงแค่เราไม่กีดกันเขา คอยให้กำลังใจเขา มันก็เหมือนกับการปั่นจักรยานครั้งนี้

ที่เราทั้งคู่ปั่นไปด้วยกัน เวลาไปเจอเนินเขาสูงข้างหน้า ปั่นเพียงลำพังอาจไม่สำเร็จ แต่ต้องสามัคคีกัน ก็จะทำให้ถึงจุดหมายได้ในที่สุด

เชื่อว่าจากนี้คนไทยจะเข้าใจคนพิการมากขึ้น และพร้อมกันช่วยเหลือเมื่อมีโอกาส

ทำไมต้องมีศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียนในเมื่อรัฐก็มีอยู่แล้ว?

เป็นคำถามน่าสนใจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่านหนึ่ง ที่ถาม ศ.วิริยะตอนนำโครงการไปนำเสนอว่า “ทำไมต้องก่อตั้งศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียนอีก ในเมื่อรัฐก็มีศูนย์ฝีมือแรงงานที่คอยฝึกอบรมอาชีพอยู่แล้ว”

ซึ่ง ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ กล่าวว่า เป้าหมายของศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียนคือดูแลคนพิการครบวงจร ตั้งแต่การผลิต แปรรูป ขายของ ช่องทางตลาด จะไม่เหมือนศูนย์ฝึกอาชีพของรัฐที่ฝึกอาชีพเสร็จก็จบกัน
ไม่ได้ติดตามและต่อยอดต่อ ทั้งนี้ ยังรวมไปถึงการสร้างแบรนด์ “ยิ้มสู้” เพื่อมารับซื้อผลิตภัณฑ์ผู้เข้าอบรมในราคาที่เป็นธรรม โดยการรับซื้อก็จะกำหนดมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ด้วย
เพื่อส่งต่อไปขายในห้างสรรพสินค้า อย่างล่าสุดได้รับอนุญาตจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ไปขายในห้างแม็คโครสาขาภาคเหนือ ขณะเดียวกันยังร่วมมือกับสถาบันอาหาร กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
ในการวิจัยศึกษานำผลิตภัณฑ์คนพิการไปแปรรูปต่อยอดต่างๆ โดยมองโอกาสในอนาคตที่จะนำผลิตภัณฑ์แบรนด์คนพิการนี้สู่ตลาดซื้อขายออนไลน์ รวมถึงส่งขายในตลาดเมืองจีนซึ่งมีความต้องการสูง

นอกจากนี้ จะทำให้ศูนย์เป็นพื้นที่ต้นแบบอารยสถาปัตย์ของประเทศ ที่ทุกตารางนิ้วจะรองรับกับคนทุกคนเข้าถึงได้หมด อาทิ รถวีลแชร์ที่สามารถเข้าถึงทุกซอกมุมของอาคาร
กระทั่งขึ้นดาดฟ้าไปดูดาวตอนกลางคืนก็สามารถขึ้นไปได้ ทั้งนี้ ตนยังมีแนวคิดจะทำการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism For All) ซึ่งได้หารือกับ นายวีระศักดิ์
โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแล้ว หากทำตรงนี้ได้ก็จะขยายไปสู่พื้นที่ท่องเที่ยวโดยรอบให้เป็นอารยสถาปัตย์ เพื่อทำเส้นทางท่องเที่ยวสำหรับคนทุกคน

ศ.วิริยะกล่าวทิ้งท้ายว่า ในปีหน้ามูลนิธิก็มีเป้าหมายที่จะเปิดศูนย์คนพิการอาเซียนที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งจะรองรับคนพิการในภาคกลางให้มีอาชีพมีรายได้

กาแฟเป็นเครื่องดื่มสุดโปรดปรานของใครหลายๆคน การกินกาแฟที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะดื่มเพื่อความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าจากการทำงาน การเรียน หรือจากการง่วงหงาวหาวนอนในระหว่างวัน
จะช่วยลดโทษจากสารเคมีในกาแฟได้ ดังนั้นเพื่อสุขภาพ ก็ต้องแน่ใจก่อนว่าได้กินกาแฟที่ถูกต้องแบบนี้

1. ควรหมั่นสังเกตตัวเองว่า มีความไวของการตอบสนองต่อปริมาณกาแฟอยู่ที่กี่แก้ว มีอาการอย่างไรบ้าง แล้วหาปริมาณที่เหมาะสมให้กับตัวเอง แต่ร่างกายเรารับปริมาณคาเฟอีนได้ไม่มากเท่าไรนักในแต่ละวัน
ดังนั้นผู้ที่ดื่มกาแฟเกินกว่า 3 แก้วต่อวันเป็นประจำ ก็ควรรีบปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์มาดื่มกาแฟวันละ 1-2 แก้วพอ อีกทั้งอย่าลืมว่าร่างกายต้องการน้ำสะอาดมากกว่าน้ำชนิดไหนบนโลกนี้

2. ถ้าเป็นคนค่อนข้างนอนหลับยาก ก็ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟในช่วงบ่ายหรือหัวค่ำ ทางที่ดีควรดื่มกาแฟช่วงก่อนเที่ยงจะเป็นการดีที่สุด

3. อย่าดื่มกาแฟเพื่อหวังเป็นตัวช่วยในการหักโหมทำงาน เพราะถึงแม้ว่าคาเฟอีนจะช่วยให้ร่างกายตื่นตัวได้จริง แต่สมองของเราก็ต้องการเวลาพักผ่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับรู้บ้าง
ไม่เช่นนั้นสมองอาจเบลอๆได้ ทางที่ดีควรดื่มปริมาณน้อยๆ แต่กระจายการดื่มออกไปตลอดวัน เช่น เคยดื่มถ้วยใหญ่ 16 ออนซ์ (500 มล.) ในตอนเช้า ก็ให้ลดปริมาณลงเหลือครั้งละ
2-3 ออนซ์ (60-90 มล) แต่บ่อยขึ้น ทั้งนี้กาแฟจะเริ่มออกฤทธิ์ใน 15 นาที และจะอยู่ในร่างกายนานหลายชั่วโมง

4. อย่าดื่มกาแฟตอนท้องว่างเด็ดขาด เพราะ กาแฟมีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งจะไปทำปฏิกิริยากับกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ นอกจากนี้ยังทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอย่างฉับพลัน
จนทำให้มีความรู้สึกอยากกินจุบจิบทั้งวัน เมื่อเป็นแบบนี้น้ำหนักตัวก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นได้ จึงไม่ดีเลย

5. ควรเติมน้ำผึ้งแทนน้ำตาลหรือสารแทนความหวานจากน้ำตาล สำหรับคนที่ดื่มกาแฟแบบไม่ต้องการให้น้ำหนักเพิ่ม จึงใส่สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เพื่อสุขภาพทางที่ดีลองเปลี่ยนมาใส่น้ำผึ้งแทนจะดีกว่า
เพราะสารแทนความหวานจากน้ำตาลก็มีความเสี่ยงต่อสุขภาพไม่น้อยเลยเช่นกัน

6. หากชอบดื่มกาแฟทุกวันเป็นประจำ ควรกินอาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียมเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น นม โยเกิร์ต คะน้า บรอกโคลี หรือ ปลาเล็กปลาน้อย เพื่อทดแทน แคลเซียมที่ต้องสูญเสียไปกับปัสสาวะ
อีกทั้งยังลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน โดยอาจปรับเปลี่ยนวิธีการชง กาแฟ ให้ใส่นมแทนครีมเทียม เป็นต้น

7. ควรเลือกดื่มกาแฟออร์แกนิก หากต้องการดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง ลองดื่มกาแฟออร์แกนิกที่มีการปลูกโดยวิถีธรรมชาติ ปราศจากยาฆ่าแมลงและสารพิษ ปราศจาการแต่งกลิ่นและสังเคราะห์สี
ก็จะได้ประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้นไปอีก

8. เมื่อดื่มกาแฟแล้วก็อย่าลืมรับประทานผลไม้อย่างเพียงพอด้วย เพราะในกระบวนการคั่วเมล็ดกาแฟ จะมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้น ดังนั้นวิตามินซี อี และบีตาแคโรทีนในผักผลไม้
เช่น กล้วย แตงโม ส้ม ฝรั่งมะเขือเทศ แครอต ผักใบเขียว พวกนี้จะช่วยกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกายได้

9. เติมคุณค่าทางสารอาหารให้กาแฟของคุณ สำหรับกาแฟไม่ได้เติมได้เฉพาะน้ำตาลหรือครีมเทียมเพียงเท่านั้น เพราะยังสามารถเติมความกลมกล่อมเพิ่มรสชาติและประโยชน์ของกาแฟได้
โดยอาจใส่ชินนาม่อนลงไปในแก้ว เพื่อจะได้ช่วยปรับสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งยังช่วยเพิ่มวิตามินเคให้กับร่างกาย หรืออาจเติมผงโกโก้เพิ่มความอร่อย แถมยังได้ประโยชน์จาก
โปรตีน ธาตุสังกะสี และไฟเบอร์เพิ่มขึ้นอีกด้วย

10. หลังดื่มกาแฟควรดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำจากฤทธิ์ในการขับปัสสาวะของคาเฟอีนนั่นเอง

โรคหลอดเลือดหัวใจเป็นภาวะที่มีการสะสมของไขมันบนผนังของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้หลอดเลือดแคบลง ลดปริมาณของออกซิเจนไปยังหัวใจ  ซึ่งอาจนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ หรือหัวใจวาย  โรคหลอดเลือดหัวใจที่เกิดขึ้นเมื่อไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือดสะสมบนผนังหลอดเลือดแดงและสร้างคราบ(ถุงไขมัน) กระบวนการนี้เรียกว่าภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว  เมื่อหลอดเลือดแคบลงและการไหลเวียนของเลือดลดลงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ สร้างความเสียหายให้กล้ามเนื้อหัวใจและนำไปสู่อาการหลาย ๆ อย่างซึ่งอาจจะร้ายแรง

 
อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคนี้พัฒนาอย่างช้า ๆ ใช้เวลาหลายปี การหายใจเหนื่อยหอบเมื่อออกกำลังกายเป็นสิ่งเดียวที่เป็นอาการของโรค ทำให้ไม่ทราบว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นจนกระทั่งมีอาการเจ็บหน้าอก (angina) หรือมีอาการหัวใจวาย
 
เจ็บหน้าอก อาการเจ็บหน้าอกเกิดเมื่อเลือดที่จะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลงหรือชะงักไป  อาการนี้มักเกิดเมื่อออกแรงมาก ๆ หรือมีอารมณ์โกรธหรือจิตใจเครียด  นอกจากนี้ยังอาจเกิดเมื่อถูกอากาศเย็น ๆ หรือหลังรับประทานอาหารอิ่มจัด อาจมีอาการดังต่อไปนี้  ความรู้สึกไม่สบายหรือจุกแน่นยอดอก  เจ็บร้าวที่คอ ขากรรไกร ลำคอ หลัง หรือแขน  เหนื่อยหอบ หายใจขัด อาการมักเป็นนาน ๒-๓ นาที แล้วหายไปเมื่อได้พัก หรือหยุดกระทำสิ่งที่เป็นสาเหตุชักนำ บางครั้งก็หายไปเองเมื่อออกกำลังกายไปเรื่อย ๆ
 
หัวใจวาย การเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดหัวใจทำให้ปิดกั้นหลอดเลือดแดงอย่างสมบูรณ์  เลือดและออกซิเจนไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจทำให้หัวใจวาย อาการหัวใจวายเกิดได้โดยไม่ต้องมีอาการเจ็บหน้าอกหรืออาการอื่น ๆ มาก่อน และอาจรวมถึงอาการเหล่านี้  รู้สึกหนักหรือบีบเค้นในใจกลางของหน้าอก  เจ็บร้าวแพร่กระจายไปยังแขน  คอ ขากรรไกร ใบหน้า หลัง หรือท้อง  รู้สึกวิงเวียน  หายใจขัด เหงื่อแตก ความรู้สึกป่วยหรืออาเจียน  เป็นไปได้ว่าคนไข้อาจไม่มีอาการใด ๆ เรียกว่า กล้ามเนื้อหัวใจตาย และเป็นความเสี่ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นโรคเบาหวานอยู่
 
หัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดหัวใจทำให้หัวใจอ่อนแอและนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งหมายถึงไม่แข็งแรงพอที่จะสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เหนื่อยได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ ยังอาจทำให้ข้อเท้าและขาบวมได้
 
หัวใจเต้นผิดจังหวะ หากกล้ามเนื้อหัวใจได้รับความเสียหายหรือตาย อาจจะทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ (จังหวะ) ซึ่งอาจค่อย ๆ พัฒนาไปเมื่อโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นมากขึ้น อาจจะรู้สึกใจสั่น หายใจไม่ทั่วท้อง หรืออาจจะไม่สังเกตเห็นมันเลยก็ได้ ภาวะที่ร้ายแรงที่สุดคือ อาจจะทำให้หัวใจหยุดเต้นโดยสิ้นเชิง (หัวใจวาย)
 
สาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากการสะสมของไขมันบนผนังหลอดเลือดแดง พบมากในผู้สูงอายุ ปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ มีดังนี้  การสูบบุหรี่  การมีน้ำหนักเกิน การดำเนินชีวิตอย่างเฉื่อยชา  เป็นโรคเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง  คอเลสเตอรอลสูง การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป  ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ
รับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ความเครียดและภาวะซึมเศร้า
 
การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ  แพทย์จะสอบถามอาการและตรวจร่างกาย สอบถามเกี่ยวกับประวัติความเจ็บป่วย และอาจให้เข้ารับการตรวจเลือดเพื่อดูระดับไขมัน คอเลสเตอรอล น้ำตาล และโปรตีน  วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง  การเอ็กซเรย์ทรวงอก เป็นต้น
 
ทางเลือกสำหรับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ  มีทางเลือกในการรักษาหลายทางขึ้นอยู่กับสถานการณ์ส่วนบุคคล เช่น

       การดูแลตัวเอง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตอาจจะช่วยลดอาการ หรือป้องกันอาการหัวใจวาย แต่มักจะไม่เพียงพอ  แพทย์อาจจะยังแนะนำให้ใช้ยาและรับการรักษาอื่น ๆ
 
       การใช้ยา ยาใช้ลดอาการ ทำให้อาการไม่เลวร้ายลง หรือป้องกันหัวใจวายในอนาคต  มียาหลากหลายที่ใช้ในการรักษาโดยตัวยาทำงานในรูปแบบที่แตกต่างกัน ยาที่นิยมใช้ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่  ยาต้านการแข็งตัวของเลือด  เช่นแอสไพริน
ยาลดคอเลสเตอรอล เช่น ยากลุ่ม statin,  Beta-blockers,  ACE inhibitors, Angiotensin II,  Anticoagulants, ไนเตรท, Antiarrhythmic,  Nicorandil, Ranolazine เป็นต้น หากใช้ยาแล้วยังไม่เพียงพอ แพทย์อาจแนะนำให้พบผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ  เพื่อหารือเกี่ยวกับการรักษาวิธีอื่น ๆ เช่น  การใส่สายสวนหลอดเลือดหัวใจ และการผ่าตัดทําทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
 
       การป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ  โดยการดำเนินชีวิตอย่างถูกสุขอนามัย งดสูบบุหรี่  ลดน้ำหนักส่วนเกิน  ออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะ

คนส่วนใหญ่มักไม่รู้ว่าความสุขเกิดขึ้นมาจาก "การเลือก"

คนส่วนใหญ่มักจะใช้ชีวิต ซ้ำๆ ในทุกๆวัน เพียงเพราะเป็นสิ่งที่ "ทำมาตลอด"

แต่ถ้าเราอยากจะมองหา กุญแจสำคัญที่จะช่วยเพิ่มพูนฐานทางด้านการเงินคุณจะต้อง "เลือก"

ระหว่างความ "สุขที่ได้มาโดยง่าย แต่มักอยู่กับเราได้ไม่นาน"

หรือ "ความสุข ที่เราได้มาแสนจะลำบาก แต่สามารถอยู่กับเราไปได้นานแสนนาน"

ความสุขมากมายเกิดขึ้นได้จากเพียงแค่ การเลือกที่จะเห็นคุณค่าเท่านั้น

ความสุขที่แท้จริงนั้นหมายถึง ความสุขที่เกิดขึ้นจากส่วนลึกในจิตใจ ความสุขเกิดจากจิตใจที่รู้คุณค่า มันเป็นไปไม่ได้ที่เพื่อนๆจะ ไม่รู้คุณค่าและมีความสุขในเวลาเดียวกัน
แต่จิตใจที่รู้คุณค่า จะทำให้คุณรู้สึกสงสารตัวเองความทุกข์ จึงไม่สามารถเข้ามายังภายในจิตใจของเราได้

"ทำไมคนที่มีความสุข ถึงทำเงินได้มากกว่า?"

คำตอบนั้นก็คือ

โอกาสมักอยู่รอบตัวคนที่มีความสุขเสมอ คงไม่มีใครอยากอยู่ใกล้คนที่มัวแต่อมความทุกข์อยู่ตลอดเวลา

และเมื่อเรามีความสุขอยู่ตลอดเวลา ผู้คนมากมายก็มักอยากจะอยู่ใกล้ และผู้คนเหล่านั้นนั่นเอง ที่จะมอบโอกาสให้เราอยู่เสมอ

"โอกาสมักเปลี่ยนเป็นความสำเร็จทางการเงินได้เสมอ"

คนทุกคนต้องการการพักผ่อนนอนหลับ แต่นานแค่ไหนจึงจะพอดี  พ่อแม่มือใหม่อาจสงสัยว่าจะให้เด็กทารกนอนหลับนานแค่ไหนดี  กังวลว่าลูกวัยรุ่นอาจนอนไม่เพียงพอ หรือผู้สูงอายุไม่สามารถหยุดสัปหงกในระหว่างวันได้  บทความนี้จะกล่าวถึงความต้องการนอนหลับในช่วงอายุต่าง ๆ ของชีวิตเรา

การนอนหลับที่ดี
ระยะเวลาและชนิดของการนอนหลับที่เราต้องการเปลี่ยนไปกับอายุ  อย่างไรก็ตาม  อายุมิใช่เพียงปัจจัยเดียวที่เป็นตัวตัดสิน  แต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกัน  บางคนมากและบางคนน้อยกว่าความต้องการของคนโดยเฉลี่ย  ระยะเวลาการนอนหลับอาจมีความสำคัญน้อยกว่าคุณภาพของการหลับ  ความต้องการในการนอนหลับแต่ละวันก็อาจเปลี่ยนไปวันต่อวันขึ้นกับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่
ข้อมูลที่เรากำลังนำเสนอ คือ การเปลี่ยนแปลงของความต้องการนอนตลอดห้วงอายุขัยของชีวิต  อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ยังรู้สึกสดชื่นและตื่นตัวในวันรุ่งขึ้น นั่นบ่งบอกว่า ได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอแล้ว

วัยทารก
ทารกมีพัฒนาการที่รวดเร็วมาก ต้องการ 17 ชั่วโมงของการนอนหลับแต่ละวันเพื่อรับมือกับเรื่องนี้ และช่วยให้พวกเขามีเวลาในการเรียนรู้สิ่งใหม่  ๆ
เมื่อเกิดมาใหม่ ๆ นาฬิกาชีวิตของทารกยังพัฒนาไม่เต็มที่  จะใช้เวลา 6 เดือนแรกในการปรับตัวให้นอนหลับกลางคืนมากกว่ากลางวัน มันจะเป็นการดีที่จะกำหนดกิจวัตรประจำให้กับทารก เมื่อเขาอายุ 6 ถึง 8 สัปดาห์ เพื่อช่วยเตรียมให้เขาหลับได้ดี
ทารก เช่นเดียวกับผู้ใหญ่  มีการสลับแบบการนอนระหว่างการนอนหลับไม่สนิท  และการนอนหลับสนิท  อย่างไรก็ตามทารกมีสัดส่วนของเวลาที่นอนหลับไม่สนิทสูงกว่าการนอนหลับสนิท ดังนั้นจึงตื่นง่ายกว่าผู้ใหญ่ และมีการสลับแบบการนอนสองแบบนี้ถี่กว่าผู้ใหญ่ ซึ่งทำให้มีการตื่นตอนกลางคืนบ่อย  อย่างไรก็ตาม ทารกมักจะหลับต่อด้วยตนเองภายในไม่กี่นาทีหลังตื่นตอนกลางคืน

วัยเด็กหัดเดิน
เด็กวัยหัดเดิน อยู่ไม่ค่อยนิ่ง ดังนั้นต้องการการพักผ่อนมาก เด็กอายุหนึ่งถึงสองปี ต้องการนอนหลับระหว่าง 10 และ 13 ชั่วโมงต่อวัน  พ่อแม่บางคนชอบที่จะให้ลูกตัวเองนอนหลับยาวไปเลยในตอนกลางคืน ขณะที่บางคน ชอบให้เด็กหลับสั้น ๆในเวลากลางวันและนอนหลับกลางคืนสั้นลงกว่าเดิม พ่อแม่ของเด็กวัยนี้  คงต้องหารูปแบบการนอนที่ดีที่สุดสำหรับทั้งตัวเองและลูกแล้วทำให้มันกลายเป็นรูปแบบกิจวัตรประจำสำหรับครอบครัว
 
 
วัยเด็กโต
เด็กโต ก็อยู่ไม่ค่อยนิ่ง  มีการเรียนรู้ และการพัฒนา ในอัตราที่สูงมาก  ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการการพักผ่อนมากมาย สำหรับวัยนี้ ความต้องการในการนอนอาจแตกต่างกันไป โดยทั่วไป ต้องการประมาณ  90-10 ชั่วโมง ของการนอนหลับตอนคืน  และจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อโตขึ้น  เช่นเดียวกับวัยอื่น ๆ เราไม่สามารถกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมลงไปตายตัว แต่ในฐานะพ่อแม่ เราพิจารณาได้ว่าลูกนอนหลับเพียงพอไหม และเขาควรต้องการนอนนานเท่าใด

วัยรุ่น
วัยรุ่น โดยทั่วไปต้องการนอนประมาณ 9 ชั่วโมงในแต่ละคืน - แต่ พวกเขามักจะนอนไม่เพียงพอ  มันไม่ใช่เรื่องแปลก สำหรับวัยรุ่นที่ต้องการที่จะนอนดึกแล้วบ่นเกี่ยวกับการตื่นแต่เช้าเพื่อไปโรงเรียน  อย่างไรก็ตาม มีเหตุผลทางชีววิทยาที่อาจอธิบายเรื่องนี้  รูปแบบการนอนหลับตามธรรมชาติเปลี่ยนไปในวัยรุ่น ฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งเชื่อว่า ช่วยให้เกิดความง่วง จะถูกสร้างขึ้นมาช้ากว่าที่เคยในตอนเย็นสำหรับวัยรุ่น – ทำให้รู้สึกง่วงนอนตอนดึกมาก ๆ  เรียกว่า โรคนาฬิกาชีวภาพเดินช้า นอกจากนั้น หากวัยรุ่นใช้อุปกรณ์บางอย่างก่อนนอน
เช่น คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ การสัมผัสกับแสงและการกระตุ้นต่อจิตใจทำให้ชะลอความง่วง จะดีที่สุดคือไม่ให้มี เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ โทรทัศน์ ในห้องนอนของวัยรุ่น การพยายามให้วัยรุ่นนอนและตื่นเป็นเวลาเดิมทุกวันจะช่วยให้วัยรุ่นได้รับการนอนหลับที่พวกเขาต้องการ

วัยผู้ใหญ่
โดยทั่วไปผู้ใหญ่ต้องการการนอนหลับ 7 – 8 ชั่วโมง แต่บางคน สามารถทำงานได้หลังจากนอนหลับเล็กน้อย  เราสามารถอดนอนได้เป็นครั้งคราว – ซึ่งทำให้เพียงแค่รู้สึกเหนื่อยล้าในวันถัดไป  การขาดการนอนหลับอย่างต่อเนื่อง ( นอนไม่หลับ ) อาจส่งผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจ  ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในบางกิจกรรม เช่น การขับรถอย่างปลอดภัย   ควรพบแพทย์หากมีปัญหาการนอนหลับและส่งผลต่อความสามารถในการทำงานในระหว่างวัน  แพทย์อาจจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเพื่อให้นอนหลับได้ดีขึ้น
หรือส่งต่อไปยังแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญ

ผู้สูงอายุ
อายุที่มากขึ้นไม่ทำให้ความต้องการนอนหลับลดลง ผู้สูงอายุยังคงต้องการนอนหลับแปดชั่วโมง  อย่างไรก็ตาม การหลับสนิทจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้ตื่นง่ายขึ้นหลังจากนอนไปได้3 – 4 ชั่วโมง  และหลับต่อได้ยากขึ้น
ปัญหาสุขภาพ อื่น ๆ เช่น ต่อมลูกหมาก โรคข้อเสื่อม ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของการนอนหลับ  หากนอนหลับไม่เพียงพอในเวลากลางคืนก็จะรู้สึกง่วงนอนในระหว่างวัน นอกจากนั้นผู้สูงอายุมักจะหลับเร็วขึ้นและตื่นเช้าขึ้นกว่าเดิม   การปรับเปลี่ยนรูปแบบการนอนหลับ เช่น หลังการเดินทางโดยเครื่องบิน ก็รู้สึกจะยากขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น